แปรงฟันแล้วเลือดออก เสี่ยงเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ เช็กก่อนฟันโยก

Petcharadentalclinic • October 30, 2026

แปรงฟันแล้วเลือดออก เสี่ยงเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ เช็กก่อนฟันโยก

แปรงฟันแล้วเลือดออก เสี่ยงเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ เช็กก่อนฟันโยก

หลายคนมักมองข้ามเมื่อพบว่ามีเลือดปนออกมากับฟองยาสีฟันขณะบ้วนปาก โดยเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงผลจากการใช้แรงแปรงฟันมากเกินไป ขนแปรงแข็ง หรือการขาดวิตามินซี ทั้งที่ความเป็นจริงทางการแพทย์ระบุว่า เนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีความเหนียวแน่น แข็งแรง และไม่เกิดเลือดออกจากการแปรงฟันหรือการใช้ไหมขัดฟันในชีวิตประจำวัน


อาการแปรงฟันแล้วเลือดออกจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยด่านแรกจากร่างกายว่ากำลังเกิดการอักเสบและติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อรอบฟัน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจรักษา การอักเสบระดับผิวจะลุกลามลงสู่ร่องลึกปริทันต์ ทำลายเอ็นยึดปริทันต์และกระดูกเบ้าฟันอย่างถาวร จนนำไปสู่ภาวะฟันโยกคลอนและสูญเสียฟันแท้ในที่สุด


==================================================

แปรงฟันแล้วเลือดออก สัญญาณเตือนภัยเงียบที่ไม่ใช่เรื่องปกติในช่องปาก

==================================================

ความเข้าใจที่ว่าการมีเลือดออกตามไรฟันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ถือเป็นความเชื่อที่อันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพช่องปาก เพราะในสภาวะปกติ เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีลักษณะกระชับ ขอบแนบสนิทกับผิวเคลือบฟัน มีสีชมพูอ่อนคล้ายเปลือกส้ม และมีความทนทานต่อแรงกดจากการแปรงฟันอย่างถูกต้อง


ต้นเหตุที่แท้จริงของอาการแปรงฟันแล้วเลือดออกมากกว่าร้อยละเก้าสิบ เกิดจากการสะสมตัวของแผ่นคราบจุลินทรีย์หรือไบโอฟิล์ม (Dental Plaque) ซึ่งเป็นฟิล์มเหนียวไร้สีที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับโปรตีนในน้ำลายและเศษอาหาร เมื่อแปรงฟันไม่สะอาดเพียงพอ เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะปล่อยสารพิษ (Toxins) และเอนไซม์ออกมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันส่งเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณขอบเหงือกขยายตัว เหงือกบวมเป่ง ผนังหลอดเลือดเปราะบางและฉีกขาดได้ง่าย เพียงแค่สัมผัสกับขนแปรงหรือเส้นไหมขัดฟันเบาๆ เลือดก็พร้อมจะไหลซึมออกมาทันที


การเพิกเฉยต่ออาการเลือดออกตามไรฟัน หรือการเลือกแก้ปัญหาด้วยการหยุดแปรงฟันบริเวณนั้นเพราะกลัวเลือดออก กลับยิ่งทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์พอกพูนหนาตัวขึ้น และดูดซับแร่ธาตุแคลเซียมจากน้ำลายจนกลายเป็นหินปูนแข็ง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่ไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการแปรงฟันเองที่บ้าน


==================================================

ความแตกต่างระหว่างเหงือกอักเสบกับโรคปริทันต์ ระดับความรุนแรงที่ต้องรู้

==================================================

โรคเหงือกแบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ตามระดับการทำลายโครงสร้างรอบตัวฟัน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของพยาธิสภาพ การรักษา และโอกาสในการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ


ระยะเหงือกอักเสบ (Gingivitis)

เหงือกอักเสบเป็นโรคเหงือกระยะเริ่มต้นที่รอยโรคจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณขอบเหงือกและเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างซี่ฟันเท่านั้น การอักเสบยังไม่ลุกลามลงไปยังเนื้อเยื่อพยุงฟันส่วนลึก

  • ลักษณะอาการ: เหงือกบวมแดง มีเลือดออกง่ายเวลาแปรงฟันหรือเคี้ยวอาหารแข็ง อาจรู้สึกตึงหรือเจ็บเหงือกเล็กน้อย แต่กระดูกเบ้าฟันและเอ็นยึดปริทันต์ยังสมบูรณ์ ฟันยังคงแน่นสนิท ไม่มีการโยกคลอน
  • การฟื้นตัว: ระยะนี้สามารถรักษาให้หายขาดและเนื้อเยื่อเหงือกกลับคืนสู่สภาพปกติได้ทั้งหมด หากได้รับการขูดหินปูนเพื่อกำจัดต้นตอของเชื้อโรค และดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างต่อเนื่อง


ระยะโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis)

หากปล่อยให้เหงือกอักเสบเรื้อรังโดยไม่รักษา เชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจะบุกรุกแทรกซึมลึกลงไประหว่างซี่ฟันกับขอบเหงือก เกิดเป็นร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Pocket) และเริ่มทำลายเอ็นยึดปริทันต์ตลอดจนกระดูกเบ้าฟันที่คอยพยุงรากฟันไว้

  • ลักษณะอาการ: นอกจากเลือดออกขณะแปรงฟันแล้ว เหงือกจะมีสีแดงคล้ำหรือม่วง มีกลิ่นปากรุนแรงเรื้อรัง เหงือกร่นจนเห็นคอฟันหรือรากฟัน มีหนองซึมออกจากร่องเหงือก และเมื่อกระดูกรองรับฟันถูกทำลายไปเกินครึ่ง ฟันจะเริ่มโยกคลอน เจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร และอาจหลุดร่วงไปในที่สุด
  • การฟื้นตัว: กระดูกเบ้าฟันและเอ็นยึดปริทันต์ที่สูญเสียไปจากโรคปริทันต์ จะไม่สามารถสร้างกลับคืนมาเองได้ การรักษาในระยะนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อยับยั้งไม่ให้โรคทำลายกระดูกเพิ่มเติม และควบคุมการติดเชื้อเพื่อรักษาฟันแท้ให้อยู่ในช่องปากได้ยาวนานที่สุด


==================================================

สัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าโรคเหงือกกำลังลุกลามทำลายกระดูกเบ้าฟัน

==================================================

โรคปริทันต์อักเสบมักถูกขนานนามว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากในระยะแรกถึงปานกลางมักไม่มีอาการปวดรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองกำลังสูญเสียกระดูกเบ้าฟันไปอย่างต่อเนื่อง หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันที

  • เลือดออกง่ายหรือมีเลือดซึมออกมาเอง: ไม่เพียงแต่มีเลือดออกตอนแปรงฟัน แต่เริ่มมีเลือดออกขณะเคี้ยวผลไม้แข็ง หรือตื่นนอนมาพบว่ามีคราบเลือดติดอยู่ที่ริมฝีปากและหมอน
  • สีและรูปทรงของเหงือกเปลี่ยนไป: ขอบเหงือกไม่เรียบมนแนบกับตัวฟัน แต่มีลักษณะบวมพอง ผิวสัมผัสเหงือกนิ่มยวบ ไม่ตึงกระชับ และเปลี่ยนสีจากชมพูอ่อนเป็นสีแดงจัด แดงคล้ำ หรือสีคล้ำอมม่วง
  • มีกลิ่นปากเรื้อรังและรสชาติแปลกในช่องปาก: แบคทีเรียกลุ่มไม่ใช้ออกซิเจนที่อาศัยอยู่ใต้ร่องลึกปริทันต์จะปล่อยก๊าซกำมะถันระเหยง่าย ส่งผลให้มีกลิ่นปากรุนแรงแม้เพิ่งแปรงฟันเสร็จ รวมถึงรู้สึกถึงรสชาติเค็มหรือรสเฝื่อนจากหนองและของเหลวอักเสบที่ซึมออกมาตลอดเวลา
  • เหงือกร่นและฟันดูยาวขึ้น: ขอบเหงือกร่นถอยลงไปทางปลายรากฟัน เผยให้เห็นผิวรากฟันสีเหลืองเข้ม ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำเย็น ลมพัดเข้าปาก หรือทานของเปรี้ยวหวาน
  • เกิดช่องว่างสามเหลี่ยมสีดำระหว่างฟัน (Black Triangle): เหงือกสามเหลี่ยมที่เคยเติมเต็มช่องว่างระหว่างฟันยุบตัวลง ทำให้เศษอาหารเข้าไปติดค้างได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
  • ฟันเริ่มขยับ โยก คลอน หรือสบฟันเปลี่ยนไป: ตำแหน่งฟันเริ่มเคลื่อนตัว มีช่องห่างระหว่างฟันหน้าเกิดขึ้นใหม่ เคี้ยวอาหารแล้วรู้สึกฟันยวบ ไม่แน่น หรือสบฟันไม่ลงตำแหน่งเดิม


==================================================

พฤติกรรมและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เหงือกอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่ฟันโยก

==================================================

แม้สาเหตุหลักของโรคเหงือกจะมาจากคราบจุลินทรีย์และหินปูน แต่ยังมีปัจจัยร่วมภายนอกและภายในร่างกายหลายประการที่เร่งให้การทำลายเนื้อเยื่อดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น


การสูบบุหรี่และการใช้ยาสูบ

สารนิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยส่วนปลายหดตัว เลือดจึงไหลเวียนมาเลี้ยงเนื้อเยื่อเหงือกได้น้อยลง สิ่งที่น่ากลัวคือผู้สูบบุหรี่มักไม่มีอาการเลือดออกตามไรฟันให้เห็น ทำให้เข้าใจผิดว่าเหงือกของตนเองแข็งแรงดี ทั้งที่แท้จริงแล้วระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ถูกทำลาย กระดูกเบ้าฟันกำลังละลายตัวอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการรักษาได้ต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมาก


โรคประจำตัวทางระบบ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานและโรคปริทันต์มีความสัมพันธ์แบบสองทิศทาง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีภาวะหลอดเลือดเสื่อมและภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ติดเชื้อในร่องเหงือกได้ง่ายและกระดูกเบ้าฟันละลายตัวรวดเร็ว ในทางกลับกัน การอักเสบเรื้อรังจากโรคปริทันต์ก็จะหลั่งสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น


การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

การผันผวนของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ วัยรุ่น หรือการใช้ยาคุมกำเนิด จะทำให้หลอดเลือดบริเวณเหงือกตอบสนองต่อสารพิษจากแบคทีเรียไวกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะเหงือกอักเสบจากการตั้งครรภ์ (Pregnancy Gingivitis) ได้ง่าย แม้มีคราบหินปูนสะสมเพียงเล็กน้อย


ฟันซ้อนเกและการมีวัสดุบูรณะที่ชำรุด

ฟันที่เรียงตัวซ้อนเก ฟันเก ฟันล้ม หรือขอบวัสดุอุดฟัน ครอบฟันที่ไม่แนบสนิท จะกลายเป็นแหล่งกักเก็บเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่ยากต่อการทำความสะอาดด้วยแปรงสีฟันทั่วไป ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคเฉพาะจุดอย่างต่อเนื่อง


==================================================

ตารางเปรียบเทียบอาการระหว่างระยะเหงือกอักเสบกับระยะโรคปริทันต์รุนแรง

==================================================

  • ระยะเหงือกอักเสบ (Gingivitis):
  • ตำแหน่งการเกิดรอยโรค: ขอบเหงือกและเหงือกสามเหลี่ยมด้านบน
  • เลือดออกขณะแปรงฟัน: เลือดออกเฉพาะเวลาสัมผัส แปรงฟัน หรือใช้ไหม
  • การทำลายกระดูกรองรับฟัน: ไม่มีการสูญเสียกระดูกเบ้าฟัน
  • ความมั่นคงของตัวฟัน: ฟันแน่นสนิท ไม่มีการโยกคลอน
  • ระดับความลึกร่องเหงือก: ลึกปกติประมาณ 1 ถึง 3 มิลลิเมตร
  • กลิ่นปากและของเหลว: อาจมีกลิ่นปากเล็กน้อย ไม่มีหนอง
  • การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม: หายขาดกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด
  • ระดับการรักษาที่ต้องใช้: ขูดหินปูนทั่วไปและปรับวิธีแปรงฟัน
  • ระยะโรคปริทันต์ (Periodontitis):
  • ตำแหน่งการเกิดรอยโรค: ร่องลึกปริทันต์ เอ็นยึดฟัน และกระดูกเบ้าฟัน
  • เลือดออกขณะแปรงฟัน: เลือดออกง่าย ออกเอง หรือมีเลือดปนหนอง
  • การทำลายกระดูกรองรับฟัน: กระดูกเบ้าฟันละลายตัว มองเห็นชัดในเอกซเรย์
  • ความมั่นคงของตัวฟัน: ฟันโยก คลอน ตำแหน่งฟันเคลื่อน มีช่องห่าง
  • ระดับความลึกร่องเหงือก: เกิดร่องลึกปริทันต์ลึกตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • กลิ่นปากและของเหลว: มีกลิ่นปากรุนแรงเรื้อรัง มีหนองซึมจากขอบเหงือก
  • การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม: กระดูกที่ละลายไม่สามารถสร้างกลับคืนได้เอง
  • ระดับการรักษาที่ต้องใช้: เกลารากฟัน ผ่าตัดปริทันต์ หรือปลูกกระดูก


==================================================

แนวทางการรักษาทางทันตกรรมตั้งแต่การขูดหินปูนไปจนถึงการเกลารากฟัน

==================================================

การรักษาโรคเหงือกจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์ โดยจะมีการตรวจวัดความลึกของร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Probing Depth) ทุกซี่ พร้อมถ่ายภาพเอกซเรย์เพื่อประเมินระดับการละลายของกระดูกเบ้าฟัน ก่อนวางแผนการรักษาตามลำดับความรุนแรง


การขูดหินปูนทั้งปาก (Scaling)

สำหรับผู้ป่วยระยะเหงือกอักเสบ การรักษาจะใช้เครื่องขูดหินปูนคลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Scaler) ร่วมกับเครื่องมือขูดหินปูนเฉพาะจุด เพื่อกะเทาะแผ่นคราบหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่เหนือขอบเหงือกและใต้ขอบเหงือกตื้นๆ ออกจนหมด เมื่อผิวฟันสะอาด การอักเสบจะยุบลง เส้นเลือดฝอยหดตัวกลับสู่ปกติ และอาการเลือดออกจะหายไปภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์


การเกลารากฟัน (Root Planing)

เมื่อการอักเสบลุกลามจนเกิดร่องลึกปริทันต์เกิน 4 มิลลิเมตร การขูดหินปูนธรรมดาจะไม่สามารถเข้าถึงก้นร่องเหงือกได้ ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษที่มีความเรียวโค้งแนบกับผิวรากฟัน (Curette) ขูดลงไปใต้เหงือกเพื่อกำจัดคราบหินปูนใต้เหงือกและขูดเนื้อผิวรากฟันที่ติดเชื้อสารพิษออกจนเรียบเนียน (Smooth Root Surface) เพื่อให้เนื้อเยื่อเหงือกสามารถกลับมาแนบกระชับกับผิวรากฟันได้อีกครั้ง โดยการรักษานี้มักต้องแบ่งทำเป็นส่วนๆ ร่วมกับการใส่ยาชาเฉพาะที่


การผ่าตัดเปิดเหงือกเพื่อทำความสะอาดและปลูกกระดูก (Periodontal Surgery)

ในรายที่มีร่องลึกปริทันต์ลึกมาก หรือกระดูกเบ้าฟันละลายตัวเป็นหลุมลึก ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านปริทันต์อาจพิจารณาผ่าตัดเปิดเหงือก (Flap Surgery) เพื่อเปิดมองเห็นรากฟันและทำความสะอาดกระดูกที่ติดเชื้อได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งอาจพิจารณาทำการปลูกกระดูกเทียม (Bone Graft) หรือใช้วัสดุกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่ตัวฟัน


==================================================

วิธีดูแลทำความสะอาดช่องปากที่ถูกต้องเพื่อหยุดเลือดออกและฟื้นฟูเหงือก

==================================================

การรักษาทางทันตกรรมจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลทำความสะอาดของผู้ป่วยในทุกๆ วัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลช่องปากจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้อาการเลือดออกกลับมาซ้ำ

  • แปรงฟันด้วยเทคนิคขยับปัด (Modified Bass Technique): วางขนแปรงเอียง 45 องศาเข้าหารอยต่อระหว่างเหงือกกับคอฟัน เพื่อให้ปลายขนแปรงซอนไซเข้าไปทำความสะอาดบริเวณร่องเหงือกได้เบาๆ ขยับแปรงเป็นวงสั้นๆ แล้วปัดขึ้นสำหรับฟันล่าง และปัดลงสำหรับฟันบน แปรงให้ครบทุกด้านอย่างน้อยครั้งละ 2 นาที วันละ 2 ครั้ง
  • เลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่มพิเศษ (Ultra Soft): หลีกเลี่ยงขนแปรงแข็งหรือการออกแรงกดแปรงฟันอย่างรุนแรง เพราะไม่ช่วยให้ฟันสะอาดขึ้น แต่จะยิ่งทำให้เหงือกร่นและผิวเคลือบฟันสึกกร่อน
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวันอย่างเคร่งครัด: แปรงสีฟันสามารถทำความสะอาดผิวฟันได้เพียงร้อยละ 60 ส่วนอีกร้อยละ 40 บริเวณซอกฟันต้องอาศัยไหมขัดฟัน (Dental Floss) โอบรอบตัวฟันเป็นรูปตัว C แล้วขยับรูดขึ้นลงเพื่อดึงแผ่นคราบจุลินทรีย์ออก
  • ใช้อุปกรณ์เสริมตามสภาพช่องปาก: สำหรับผู้ที่มีช่องว่างระหว่างฟันกว้างหรือมีเหงือกร่น ควรใช้แปรงซอกฟัน (Interdental Brush) ขนาดที่เหมาะสมสอดเข้าทำความสะอาดแทนไม้จิ้มฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหงือกช้ำ
  • อย่าหยุดแปรงฟันตรงจุดที่มีเลือดออก: เมื่อพบว่ามีเลือดออก หลายคนมักเลี่ยงการแปรงจุดนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ยิ่งไม่แปรง คราบแบคทีเรียยิ่งสะสม และการอักเสบจะยิ่งรุนแรงขึ้น ให้แปรงด้วยความนุ่มนวลอย่างสม่ำเสมอ เลือดจะค่อยๆ หยุดไหลไปเองเมื่อเหงือกหายอักเสบ
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กและขูดหินปูนตามนัด: ตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน หรือทุก 3 ถึง 4 เดือนสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคปริทันต์ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้โรคกลับมากำเริบ


==================================================

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเลือดออกขณะแปรงฟันและโรคเหงือก

==================================================

แปรงฟันแล้วเลือดออก ทานวิตามินซีช่วยรักษาให้หายได้หรือไม่?

แม้ภาวะขาดวิตามินซีรุนแรง (โรคเลือดออกตามไรฟันหรือลักปิดลักเปิด) จะทำให้หลอดเลือดเปราะและเลือดออกง่าย แต่นั่นเป็นกรณีที่พบได้น้อยมากในปัจจุบัน สาเหตุหลักของอาการเลือดออกขณะแปรงฟันกว่าร้อยละเก้าสิบมาจากคราบจุลินทรีย์และหินปูน การรับประทานวิตามินซีจึงไม่สามารถรักษาโรคเหงือกให้หายได้ หากไม่ได้รับการขูดหินปูนและกำจัดแบคทีเรียต้นเหตุโดยทันตแพทย์


ใช้แค่น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อแทนการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ไหม?

น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลายหรือชะล้างแผ่นคราบจุลินทรีย์ (Biofilm) ที่ยึดเกาะแน่นบนผิวฟันออกไปได้ การกำจัดคราบจุลินทรีย์จำเป็นต้องอาศัยแรงขัดถูทางกายภาพ (Mechanical Cleansing) จากการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันเท่านั้น


ฟันเริ่มโยกจากโรคปริทันต์แล้ว จะสามารถรักษาให้กลับมาแน่นเหมือนเดิมได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับระดับการละลายของกระดูกเบ้าฟัน หากกระดูกละลายไปเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง การเกลารากฟันเพื่อลดการอักเสบจะช่วยให้เหงือกกระชับตัวขึ้น ฟันจะแน่นขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่หากกระดูกละลายไปเกินกว่าสองในสามจนฟันโยกในแนวดิ่งหรือมีหนองล้อมรอบรากฟัน อาจไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ และจำเป็นต้องถอนออกเพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปยังฟันซี่ข้างเคียง


ขูดหินปูนบ่อยๆ ทำให้ฟันห่างหรือเนื้อฟันบางลงจริงหรือไม่?

การขูดหินปูนเป็นการใช้คลื่นความถี่สูงกะเทาะให้หินปูนหลุดออกจากผิวฟัน โดยไม่ทำลายเคลือบฟันแท้ ส่วนความรู้สึกว่าฟันห่างหรือมีช่องว่างหลังขูดหินปูน เกิดจากการที่คราบหินปูนขนาดใหญ่ซึ่งเคยอุดช่องระหว่างฟันหลุดออกไป ประกอบกับเหงือกที่เคยบวมอักเสบยุบบวมลงจนเผยให้เห็นช่องว่างที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการที่ฟันถูกกรอออกไปแต่อย่างใด


อาการแปรงฟันแล้วเลือดออกคือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่าน อย่ารอจนกระทั่งเหงือกร่น มีกลิ่นปาก หรือฟันเริ่มโยกคลอนจึงมาพบทันตแพทย์ เพราะกระดูกเบ้าฟันที่ถูกทำลายไปแล้วไม่สามารถสร้างกลับคืนมาใหม่ได้ หากท่านมีอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อโรคปริทันต์ สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยสุขภาพเหงือกอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางได้ที่ เพ็ชราคลินิก


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 โทร. 094-741-9369


 เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: 
https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8

ปรึกษาทันตแพทย์

บทความอื่นๆ

ปลูกเหงือก
By Petcharadentalclinic • October 31, 2026
การผ่าตัดปลูกเหงือก (Gum Grafting) ทางออกแก้ไขเหงือกร่น คอฟันโผล่ ลดอาการเสียวฟันเรื้อรังอย่างตรงจุด รวมประเภทการปลูกเหงือก ขั้นตอน และวิธีดูแลหลังผ่าตัด
รีเทนเนอร์ติดแน่น
By Petcharadentalclinic • October 30, 2026
รีเทนเนอร์ติดแน่น (Fixed Retainer) คืออะไร ดียังไง? เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ต่างจากแบบถอดได้ พร้อมเช็กลิสต์ใครบ้างที่เหมาะกับการติดรีเทนเนอร์ประเภทนี้
เปรียบเทียบรีเทนเนอร์
By Petcharadentalclinic • October 29, 2026
เปรียบเทียบรีเทนเนอร์ 4 แบบยอดนิยม แบบลวด แบบใส ไร้เหงือก และ Vivera สรุปข้อดี ข้อจำกัด ความทนทาน เพื่อช่วยคุณเลือกรูปแบบที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์