แปรงฟันแล้วเลือดออก เสี่ยงเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ เช็กก่อนฟันโยก
แปรงฟันแล้วเลือดออก เสี่ยงเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ เช็กก่อนฟันโยก

หลายคนมักมองข้ามเมื่อพบว่ามีเลือดปนออกมากับฟองยาสีฟันขณะบ้วนปาก โดยเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงผลจากการใช้แรงแปรงฟันมากเกินไป ขนแปรงแข็ง หรือการขาดวิตามินซี ทั้งที่ความเป็นจริงทางการแพทย์ระบุว่า เนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีความเหนียวแน่น แข็งแรง และไม่เกิดเลือดออกจากการแปรงฟันหรือการใช้ไหมขัดฟันในชีวิตประจำวัน
อาการแปรงฟันแล้วเลือดออกจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยด่านแรกจากร่างกายว่ากำลังเกิดการอักเสบและติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อรอบฟัน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจรักษา การอักเสบระดับผิวจะลุกลามลงสู่ร่องลึกปริทันต์ ทำลายเอ็นยึดปริทันต์และกระดูกเบ้าฟันอย่างถาวร จนนำไปสู่ภาวะฟันโยกคลอนและสูญเสียฟันแท้ในที่สุด
==================================================
แปรงฟันแล้วเลือดออก สัญญาณเตือนภัยเงียบที่ไม่ใช่เรื่องปกติในช่องปาก
==================================================
ความเข้าใจที่ว่าการมีเลือดออกตามไรฟันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ถือเป็นความเชื่อที่อันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพช่องปาก เพราะในสภาวะปกติ เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีลักษณะกระชับ ขอบแนบสนิทกับผิวเคลือบฟัน มีสีชมพูอ่อนคล้ายเปลือกส้ม และมีความทนทานต่อแรงกดจากการแปรงฟันอย่างถูกต้อง
ต้นเหตุที่แท้จริงของอาการแปรงฟันแล้วเลือดออกมากกว่าร้อยละเก้าสิบ เกิดจากการสะสมตัวของแผ่นคราบจุลินทรีย์หรือไบโอฟิล์ม (Dental Plaque) ซึ่งเป็นฟิล์มเหนียวไร้สีที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับโปรตีนในน้ำลายและเศษอาหาร เมื่อแปรงฟันไม่สะอาดเพียงพอ เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะปล่อยสารพิษ (Toxins) และเอนไซม์ออกมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันส่งเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณขอบเหงือกขยายตัว เหงือกบวมเป่ง ผนังหลอดเลือดเปราะบางและฉีกขาดได้ง่าย เพียงแค่สัมผัสกับขนแปรงหรือเส้นไหมขัดฟันเบาๆ เลือดก็พร้อมจะไหลซึมออกมาทันที
การเพิกเฉยต่ออาการเลือดออกตามไรฟัน หรือการเลือกแก้ปัญหาด้วยการหยุดแปรงฟันบริเวณนั้นเพราะกลัวเลือดออก กลับยิ่งทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์พอกพูนหนาตัวขึ้น และดูดซับแร่ธาตุแคลเซียมจากน้ำลายจนกลายเป็นหินปูนแข็ง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่ไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการแปรงฟันเองที่บ้าน
==================================================
ความแตกต่างระหว่างเหงือกอักเสบกับโรคปริทันต์ ระดับความรุนแรงที่ต้องรู้
==================================================
โรคเหงือกแบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ตามระดับการทำลายโครงสร้างรอบตัวฟัน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของพยาธิสภาพ การรักษา และโอกาสในการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ
ระยะเหงือกอักเสบ (Gingivitis)
เหงือกอักเสบเป็นโรคเหงือกระยะเริ่มต้นที่รอยโรคจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณขอบเหงือกและเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างซี่ฟันเท่านั้น การอักเสบยังไม่ลุกลามลงไปยังเนื้อเยื่อพยุงฟันส่วนลึก
- ลักษณะอาการ: เหงือกบวมแดง มีเลือดออกง่ายเวลาแปรงฟันหรือเคี้ยวอาหารแข็ง อาจรู้สึกตึงหรือเจ็บเหงือกเล็กน้อย แต่กระดูกเบ้าฟันและเอ็นยึดปริทันต์ยังสมบูรณ์ ฟันยังคงแน่นสนิท ไม่มีการโยกคลอน
- การฟื้นตัว: ระยะนี้สามารถรักษาให้หายขาดและเนื้อเยื่อเหงือกกลับคืนสู่สภาพปกติได้ทั้งหมด หากได้รับการขูดหินปูนเพื่อกำจัดต้นตอของเชื้อโรค และดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างต่อเนื่อง
ระยะโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis)
หากปล่อยให้เหงือกอักเสบเรื้อรังโดยไม่รักษา เชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจะบุกรุกแทรกซึมลึกลงไประหว่างซี่ฟันกับขอบเหงือก เกิดเป็นร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Pocket) และเริ่มทำลายเอ็นยึดปริทันต์ตลอดจนกระดูกเบ้าฟันที่คอยพยุงรากฟันไว้
- ลักษณะอาการ: นอกจากเลือดออกขณะแปรงฟันแล้ว เหงือกจะมีสีแดงคล้ำหรือม่วง มีกลิ่นปากรุนแรงเรื้อรัง เหงือกร่นจนเห็นคอฟันหรือรากฟัน มีหนองซึมออกจากร่องเหงือก และเมื่อกระดูกรองรับฟันถูกทำลายไปเกินครึ่ง ฟันจะเริ่มโยกคลอน เจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร และอาจหลุดร่วงไปในที่สุด
- การฟื้นตัว: กระดูกเบ้าฟันและเอ็นยึดปริทันต์ที่สูญเสียไปจากโรคปริทันต์ จะไม่สามารถสร้างกลับคืนมาเองได้ การรักษาในระยะนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อยับยั้งไม่ให้โรคทำลายกระดูกเพิ่มเติม และควบคุมการติดเชื้อเพื่อรักษาฟันแท้ให้อยู่ในช่องปากได้ยาวนานที่สุด
==================================================
สัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าโรคเหงือกกำลังลุกลามทำลายกระดูกเบ้าฟัน
==================================================
โรคปริทันต์อักเสบมักถูกขนานนามว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากในระยะแรกถึงปานกลางมักไม่มีอาการปวดรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองกำลังสูญเสียกระดูกเบ้าฟันไปอย่างต่อเนื่อง หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันที
- เลือดออกง่ายหรือมีเลือดซึมออกมาเอง: ไม่เพียงแต่มีเลือดออกตอนแปรงฟัน แต่เริ่มมีเลือดออกขณะเคี้ยวผลไม้แข็ง หรือตื่นนอนมาพบว่ามีคราบเลือดติดอยู่ที่ริมฝีปากและหมอน
- สีและรูปทรงของเหงือกเปลี่ยนไป: ขอบเหงือกไม่เรียบมนแนบกับตัวฟัน แต่มีลักษณะบวมพอง ผิวสัมผัสเหงือกนิ่มยวบ ไม่ตึงกระชับ และเปลี่ยนสีจากชมพูอ่อนเป็นสีแดงจัด แดงคล้ำ หรือสีคล้ำอมม่วง
- มีกลิ่นปากเรื้อรังและรสชาติแปลกในช่องปาก: แบคทีเรียกลุ่มไม่ใช้ออกซิเจนที่อาศัยอยู่ใต้ร่องลึกปริทันต์จะปล่อยก๊าซกำมะถันระเหยง่าย ส่งผลให้มีกลิ่นปากรุนแรงแม้เพิ่งแปรงฟันเสร็จ รวมถึงรู้สึกถึงรสชาติเค็มหรือรสเฝื่อนจากหนองและของเหลวอักเสบที่ซึมออกมาตลอดเวลา
- เหงือกร่นและฟันดูยาวขึ้น: ขอบเหงือกร่นถอยลงไปทางปลายรากฟัน เผยให้เห็นผิวรากฟันสีเหลืองเข้ม ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำเย็น ลมพัดเข้าปาก หรือทานของเปรี้ยวหวาน
- เกิดช่องว่างสามเหลี่ยมสีดำระหว่างฟัน (Black Triangle): เหงือกสามเหลี่ยมที่เคยเติมเต็มช่องว่างระหว่างฟันยุบตัวลง ทำให้เศษอาหารเข้าไปติดค้างได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
- ฟันเริ่มขยับ โยก คลอน หรือสบฟันเปลี่ยนไป: ตำแหน่งฟันเริ่มเคลื่อนตัว มีช่องห่างระหว่างฟันหน้าเกิดขึ้นใหม่ เคี้ยวอาหารแล้วรู้สึกฟันยวบ ไม่แน่น หรือสบฟันไม่ลงตำแหน่งเดิม
==================================================
พฤติกรรมและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เหงือกอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่ฟันโยก
==================================================
แม้สาเหตุหลักของโรคเหงือกจะมาจากคราบจุลินทรีย์และหินปูน แต่ยังมีปัจจัยร่วมภายนอกและภายในร่างกายหลายประการที่เร่งให้การทำลายเนื้อเยื่อดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น
การสูบบุหรี่และการใช้ยาสูบ
สารนิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยส่วนปลายหดตัว เลือดจึงไหลเวียนมาเลี้ยงเนื้อเยื่อเหงือกได้น้อยลง สิ่งที่น่ากลัวคือผู้สูบบุหรี่มักไม่มีอาการเลือดออกตามไรฟันให้เห็น ทำให้เข้าใจผิดว่าเหงือกของตนเองแข็งแรงดี ทั้งที่แท้จริงแล้วระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ถูกทำลาย กระดูกเบ้าฟันกำลังละลายตัวอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการรักษาได้ต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมาก
โรคประจำตัวทางระบบ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานและโรคปริทันต์มีความสัมพันธ์แบบสองทิศทาง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีภาวะหลอดเลือดเสื่อมและภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ติดเชื้อในร่องเหงือกได้ง่ายและกระดูกเบ้าฟันละลายตัวรวดเร็ว ในทางกลับกัน การอักเสบเรื้อรังจากโรคปริทันต์ก็จะหลั่งสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
การผันผวนของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ วัยรุ่น หรือการใช้ยาคุมกำเนิด จะทำให้หลอดเลือดบริเวณเหงือกตอบสนองต่อสารพิษจากแบคทีเรียไวกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะเหงือกอักเสบจากการตั้งครรภ์ (Pregnancy Gingivitis) ได้ง่าย แม้มีคราบหินปูนสะสมเพียงเล็กน้อย
ฟันซ้อนเกและการมีวัสดุบูรณะที่ชำรุด
ฟันที่เรียงตัวซ้อนเก ฟันเก ฟันล้ม หรือขอบวัสดุอุดฟัน ครอบฟันที่ไม่แนบสนิท จะกลายเป็นแหล่งกักเก็บเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่ยากต่อการทำความสะอาดด้วยแปรงสีฟันทั่วไป ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคเฉพาะจุดอย่างต่อเนื่อง
==================================================
ตารางเปรียบเทียบอาการระหว่างระยะเหงือกอักเสบกับระยะโรคปริทันต์รุนแรง
==================================================
- ระยะเหงือกอักเสบ (Gingivitis):
- ตำแหน่งการเกิดรอยโรค: ขอบเหงือกและเหงือกสามเหลี่ยมด้านบน
- เลือดออกขณะแปรงฟัน: เลือดออกเฉพาะเวลาสัมผัส แปรงฟัน หรือใช้ไหม
- การทำลายกระดูกรองรับฟัน: ไม่มีการสูญเสียกระดูกเบ้าฟัน
- ความมั่นคงของตัวฟัน: ฟันแน่นสนิท ไม่มีการโยกคลอน
- ระดับความลึกร่องเหงือก: ลึกปกติประมาณ 1 ถึง 3 มิลลิเมตร
- กลิ่นปากและของเหลว: อาจมีกลิ่นปากเล็กน้อย ไม่มีหนอง
- การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม: หายขาดกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด
- ระดับการรักษาที่ต้องใช้: ขูดหินปูนทั่วไปและปรับวิธีแปรงฟัน
- ระยะโรคปริทันต์ (Periodontitis):
- ตำแหน่งการเกิดรอยโรค: ร่องลึกปริทันต์ เอ็นยึดฟัน และกระดูกเบ้าฟัน
- เลือดออกขณะแปรงฟัน: เลือดออกง่าย ออกเอง หรือมีเลือดปนหนอง
- การทำลายกระดูกรองรับฟัน: กระดูกเบ้าฟันละลายตัว มองเห็นชัดในเอกซเรย์
- ความมั่นคงของตัวฟัน: ฟันโยก คลอน ตำแหน่งฟันเคลื่อน มีช่องห่าง
- ระดับความลึกร่องเหงือก: เกิดร่องลึกปริทันต์ลึกตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป
- กลิ่นปากและของเหลว: มีกลิ่นปากรุนแรงเรื้อรัง มีหนองซึมจากขอบเหงือก
- การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม: กระดูกที่ละลายไม่สามารถสร้างกลับคืนได้เอง
- ระดับการรักษาที่ต้องใช้: เกลารากฟัน ผ่าตัดปริทันต์ หรือปลูกกระดูก
==================================================
แนวทางการรักษาทางทันตกรรมตั้งแต่การขูดหินปูนไปจนถึงการเกลารากฟัน
==================================================
การรักษาโรคเหงือกจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์ โดยจะมีการตรวจวัดความลึกของร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Probing Depth) ทุกซี่ พร้อมถ่ายภาพเอกซเรย์เพื่อประเมินระดับการละลายของกระดูกเบ้าฟัน ก่อนวางแผนการรักษาตามลำดับความรุนแรง
การขูดหินปูนทั้งปาก (Scaling)
สำหรับผู้ป่วยระยะเหงือกอักเสบ การรักษาจะใช้เครื่องขูดหินปูนคลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Scaler) ร่วมกับเครื่องมือขูดหินปูนเฉพาะจุด เพื่อกะเทาะแผ่นคราบหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่เหนือขอบเหงือกและใต้ขอบเหงือกตื้นๆ ออกจนหมด เมื่อผิวฟันสะอาด การอักเสบจะยุบลง เส้นเลือดฝอยหดตัวกลับสู่ปกติ และอาการเลือดออกจะหายไปภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์
การเกลารากฟัน (Root Planing)
เมื่อการอักเสบลุกลามจนเกิดร่องลึกปริทันต์เกิน 4 มิลลิเมตร การขูดหินปูนธรรมดาจะไม่สามารถเข้าถึงก้นร่องเหงือกได้ ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษที่มีความเรียวโค้งแนบกับผิวรากฟัน (Curette) ขูดลงไปใต้เหงือกเพื่อกำจัดคราบหินปูนใต้เหงือกและขูดเนื้อผิวรากฟันที่ติดเชื้อสารพิษออกจนเรียบเนียน (Smooth Root Surface) เพื่อให้เนื้อเยื่อเหงือกสามารถกลับมาแนบกระชับกับผิวรากฟันได้อีกครั้ง โดยการรักษานี้มักต้องแบ่งทำเป็นส่วนๆ ร่วมกับการใส่ยาชาเฉพาะที่
การผ่าตัดเปิดเหงือกเพื่อทำความสะอาดและปลูกกระดูก (Periodontal Surgery)
ในรายที่มีร่องลึกปริทันต์ลึกมาก หรือกระดูกเบ้าฟันละลายตัวเป็นหลุมลึก ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านปริทันต์อาจพิจารณาผ่าตัดเปิดเหงือก (Flap Surgery) เพื่อเปิดมองเห็นรากฟันและทำความสะอาดกระดูกที่ติดเชื้อได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งอาจพิจารณาทำการปลูกกระดูกเทียม (Bone Graft) หรือใช้วัสดุกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่ตัวฟัน
==================================================
วิธีดูแลทำความสะอาดช่องปากที่ถูกต้องเพื่อหยุดเลือดออกและฟื้นฟูเหงือก
==================================================
การรักษาทางทันตกรรมจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลทำความสะอาดของผู้ป่วยในทุกๆ วัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลช่องปากจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้อาการเลือดออกกลับมาซ้ำ
- แปรงฟันด้วยเทคนิคขยับปัด (Modified Bass Technique): วางขนแปรงเอียง 45 องศาเข้าหารอยต่อระหว่างเหงือกกับคอฟัน เพื่อให้ปลายขนแปรงซอนไซเข้าไปทำความสะอาดบริเวณร่องเหงือกได้เบาๆ ขยับแปรงเป็นวงสั้นๆ แล้วปัดขึ้นสำหรับฟันล่าง และปัดลงสำหรับฟันบน แปรงให้ครบทุกด้านอย่างน้อยครั้งละ 2 นาที วันละ 2 ครั้ง
- เลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่มพิเศษ (Ultra Soft): หลีกเลี่ยงขนแปรงแข็งหรือการออกแรงกดแปรงฟันอย่างรุนแรง เพราะไม่ช่วยให้ฟันสะอาดขึ้น แต่จะยิ่งทำให้เหงือกร่นและผิวเคลือบฟันสึกกร่อน
- ใช้ไหมขัดฟันทุกวันอย่างเคร่งครัด: แปรงสีฟันสามารถทำความสะอาดผิวฟันได้เพียงร้อยละ 60 ส่วนอีกร้อยละ 40 บริเวณซอกฟันต้องอาศัยไหมขัดฟัน (Dental Floss) โอบรอบตัวฟันเป็นรูปตัว C แล้วขยับรูดขึ้นลงเพื่อดึงแผ่นคราบจุลินทรีย์ออก
- ใช้อุปกรณ์เสริมตามสภาพช่องปาก: สำหรับผู้ที่มีช่องว่างระหว่างฟันกว้างหรือมีเหงือกร่น ควรใช้แปรงซอกฟัน (Interdental Brush) ขนาดที่เหมาะสมสอดเข้าทำความสะอาดแทนไม้จิ้มฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหงือกช้ำ
- อย่าหยุดแปรงฟันตรงจุดที่มีเลือดออก: เมื่อพบว่ามีเลือดออก หลายคนมักเลี่ยงการแปรงจุดนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ยิ่งไม่แปรง คราบแบคทีเรียยิ่งสะสม และการอักเสบจะยิ่งรุนแรงขึ้น ให้แปรงด้วยความนุ่มนวลอย่างสม่ำเสมอ เลือดจะค่อยๆ หยุดไหลไปเองเมื่อเหงือกหายอักเสบ
- พบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กและขูดหินปูนตามนัด: ตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน หรือทุก 3 ถึง 4 เดือนสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคปริทันต์ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้โรคกลับมากำเริบ
==================================================
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเลือดออกขณะแปรงฟันและโรคเหงือก
==================================================
แปรงฟันแล้วเลือดออก ทานวิตามินซีช่วยรักษาให้หายได้หรือไม่?
แม้ภาวะขาดวิตามินซีรุนแรง (โรคเลือดออกตามไรฟันหรือลักปิดลักเปิด) จะทำให้หลอดเลือดเปราะและเลือดออกง่าย แต่นั่นเป็นกรณีที่พบได้น้อยมากในปัจจุบัน สาเหตุหลักของอาการเลือดออกขณะแปรงฟันกว่าร้อยละเก้าสิบมาจากคราบจุลินทรีย์และหินปูน การรับประทานวิตามินซีจึงไม่สามารถรักษาโรคเหงือกให้หายได้ หากไม่ได้รับการขูดหินปูนและกำจัดแบคทีเรียต้นเหตุโดยทันตแพทย์
ใช้แค่น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อแทนการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ไหม?
น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลายหรือชะล้างแผ่นคราบจุลินทรีย์ (Biofilm) ที่ยึดเกาะแน่นบนผิวฟันออกไปได้ การกำจัดคราบจุลินทรีย์จำเป็นต้องอาศัยแรงขัดถูทางกายภาพ (Mechanical Cleansing) จากการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันเท่านั้น
ฟันเริ่มโยกจากโรคปริทันต์แล้ว จะสามารถรักษาให้กลับมาแน่นเหมือนเดิมได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับระดับการละลายของกระดูกเบ้าฟัน หากกระดูกละลายไปเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง การเกลารากฟันเพื่อลดการอักเสบจะช่วยให้เหงือกกระชับตัวขึ้น ฟันจะแน่นขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่หากกระดูกละลายไปเกินกว่าสองในสามจนฟันโยกในแนวดิ่งหรือมีหนองล้อมรอบรากฟัน อาจไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ และจำเป็นต้องถอนออกเพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปยังฟันซี่ข้างเคียง
ขูดหินปูนบ่อยๆ ทำให้ฟันห่างหรือเนื้อฟันบางลงจริงหรือไม่?
การขูดหินปูนเป็นการใช้คลื่นความถี่สูงกะเทาะให้หินปูนหลุดออกจากผิวฟัน โดยไม่ทำลายเคลือบฟันแท้ ส่วนความรู้สึกว่าฟันห่างหรือมีช่องว่างหลังขูดหินปูน เกิดจากการที่คราบหินปูนขนาดใหญ่ซึ่งเคยอุดช่องระหว่างฟันหลุดออกไป ประกอบกับเหงือกที่เคยบวมอักเสบยุบบวมลงจนเผยให้เห็นช่องว่างที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการที่ฟันถูกกรอออกไปแต่อย่างใด
อาการแปรงฟันแล้วเลือดออกคือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่าน อย่ารอจนกระทั่งเหงือกร่น มีกลิ่นปาก หรือฟันเริ่มโยกคลอนจึงมาพบทันตแพทย์ เพราะกระดูกเบ้าฟันที่ถูกทำลายไปแล้วไม่สามารถสร้างกลับคืนมาใหม่ได้ หากท่านมีอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อโรคปริทันต์ สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยสุขภาพเหงือกอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางได้ที่ เพ็ชราคลินิก
- เพ็ชราคลินิก (Petchara Dental Clinic)
- "Redesign your Smile by Specialists"
- 📞 โทรศัพท์: 094-7419369
- 💭 Line Official: @Petchara (https://line.me/ti/p/@Petchara)
- 📍 แผนที่คลินิก: https://maps.app.goo.gl/4hJvJWAh4pNRvFxH7
- 🌐 เว็บไซต์: https://www.petcharadentalclinic.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


