รากฟันเทียมมีกลิ่นปากไหม? สาเหตุและวิธีแก้ปัญหาที่คนไข้ต้องรู้
รากฟันเทียมมีกลิ่นปากไหม? สาเหตุและวิธีแก้ปัญหาที่คนไข้ต้องรู้

หนึ่งในความกังวลใจลึกๆ (Pain Point) ที่คนไข้หลายคนไม่กล้าเอ่ยปากถามทันตแพทย์ตรงๆ ก่อนตัดสินใจทำรากฟันเทียมก็คือ "ทำรากฟันเทียมไปแล้ว จะมีกลิ่นปากไหม?" หรือ "ใส่ฟันปลอมแบบฝังรากเทียมแล้วปากจะเหม็นหรือเปล่า?"
ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะใครๆ ก็อยากมีรอยยิ้มที่สวยงามพร้อมกับลมหายใจที่หอมสดชื่น บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจแบบเจาะลึก เพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหาหลังทำรากฟันเทียม เพื่อให้คุณใช้งานฟันซี่ใหม่ได้อย่างมั่นใจไปตลอดชีวิต
ความจริงที่ต้องรู้: ตัว "รากฟันเทียม" ไม่มีกลิ่น แต่ทำไมถึงปากเหม็น?
ในทางทันตกรรม วัสดุที่นำมาทำรากฟันเทียมคือ ไทเทเนียม (Titanium) และส่วนของครอบฟันมักทำจาก เซรามิก (Ceramic) หรือพอร์ซเลน วัสดุเกรดการแพทย์เหล่านี้ "ไม่สามารถผุ ไม่เป็นสนิม และไม่มีกลิ่นในตัวเอง" อย่างเด็ดขาด
ดังนั้น หากคนไข้พบปัญหา รากฟันเทียม กลิ่นปาก เหม็นผิดปกติ ให้รู้ไว้เลยว่าต้นเหตุไม่ได้มาจากตัววัสดุรากฟันเทียม แต่เกิดจาก "สภาพแวดล้อมรอบๆ รากฟันเทียม" ที่ดูแลทำความสะอาดได้ไม่ดีพอจนเกิดการสะสมของแบคทีเรียต่างหาก
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหา "รากฟันเทียม กลิ่นปาก"
หากเริ่มรู้สึกว่ามีลมหายใจที่มีกลิ่น หรือมีรสชาติเฝื่อนๆ ขมๆ ในลำคอ สาเหตุมักมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้:
1. เศษอาหารติดซอกฟัน (Food Impaction)
แม้รากฟันเทียมจะถูกออกแบบมาให้แนบสนิทกับเหงือก แต่รูปทรงของครอบฟันบนรากเทียมอาจมีจุดที่แตกต่างจากแนวฟันธรรมชาติเล็กน้อย ทำให้บริเวณ "ซอกฟัน" หรือ "ใต้ฐานครอบฟัน" กลายเป็นจุดซ่อนเร้นที่เศษอาหารชิ้นเล็กๆ เข้าไปติดค้างได้ง่าย หากทำความสะอาดไม่ถึง เศษอาหารเหล่านี้จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายและปล่อยก๊าซกำมะถัน (Sulfur) ออกมา ซึ่งเป็นต้นตอของกลิ่นเหม็นเน่า
2. โรคเยื่อหุ้มรากฟันเทียมอักเสบ (Peri-implantitis)
นี่คือ ปัญหาหลังทำรากฟันเทียม ที่อันตรายที่สุด! อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือ "โรคเหงือกอักเสบ" ที่เกิดขึ้นรอบๆ รากฟันเทียมนั่นเอง เมื่อคราบหินปูนและแบคทีเรียเกาะสะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เนื้อเยื่อเหงือกและกระดูกรอบรากเทียมเกิดการอักเสบติดเชื้อจนเป็นหนอง ซึ่งหนองและแบคทีเรียเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดกลิ่นปากขั้นรุนแรง หากปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกละลายจนรากเทียมโยกและหลุดออกได้
3. การดูแลทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี
คนไข้หลายคนคิดว่า "รากฟันเทียมเป็นฟันปลอม ยังไงก็ไม่ผุอยู่แล้ว" จึงละเลยการดูแลรักษา แปรงฟันแบบผ่านๆ และไม่ใช้ไหมขัดฟัน ความชะล่าใจนี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้คราบพลัค (Plaque) ก่อตัวหนาขึ้นจนสร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์
สัญญาณเตือน! ปัญหาหลังทำรากฟันเทียม ที่รุนแรงกว่าแค่กลิ่นปาก
การสังเกตความผิดปกติรอบๆ รากฟันเทียมด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในระยะแรกๆ ที่เริ่มมีการอักเสบ (Peri-implant Mucositis) มักจะไม่ค่อยมีอาการปวดรุนแรงเหมือนโรคฟันผุทะลุโพรงประสาท ทำให้คนไข้หลายคนชะล่าใจและคิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ลองมาเจาะลึก 5 สัญญาณเตือนเหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น ว่าแต่ละอาการกำลังพยายามบอกอะไรเรา เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันความสูญเสียได้ทันเวลาครับ
1. เหงือกรอบรากฟันเทียมเปลี่ยนสี (แดงจัด บวมช้ำ หรือผิวเรียบมันตึง)
- วิธีสังเกต: ปกติแล้วเนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อน และมีผิวสัมผัสคล้ายกับผิวของเปลือกส้ม (Stippling) แต่หากลองส่องกระจกแล้วพบว่า เหงือกเฉพาะซี่ที่เป็นรากเทียมดูบวมเต่ง ผิวเรียบมันตึง และเปลี่ยนเป็นสีแดงสด แดงช้ำ หรือสีคล้ำกว่าเหงือกบริเวณอื่นอย่างเห็นได้ชัด
- อาการนี้กำลังบอกอะไร: นี่คือสัญญาณแรกสุดของการอักเสบของเนื้อเยื่อเหงือกส่วนบน ซึ่งเกิดจากร่างกายส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณนี้มากขึ้นเพื่อพยายามต่อสู้กับแบคทีเรียที่สะสมอยู่ใต้ฐานรากเทียม ข่าวดีคือ ในระยะนี้หากรีบมาพบแพทย์และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ยังสามารถรักษาให้หายขาดและเหงือกกลับมาเฟิร์มกระชับเป็นปกติได้ 100%
2. มีเลือดออกง่ายผิดปกติ (Bleeding on Probing / Brushing)
- วิธีสังเกต: ขณะที่กำลังแปรงฟันด้วยน้ำหนักมือปกติ หรือตอนที่กำลังสอดไหมขัดฟันเข้าไปใต้ฐานรากเทียมแล้วมี "เลือดสดๆ" ซึมออกมา หรือบางครั้งแค่ใช้นิ้วมือนวดกดเบาๆ ก็มีเลือดออก รวมถึงตื่นมาบ้วนปากตอนเช้าแล้วมีเลือดปนน้ำลาย
- อาการนี้กำลังบอกอะไร: เหงือกที่แข็งแรง ต่อให้ถูกแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันเสียดสีก็จะไม่มีเลือดออก การที่มีเลือดออกง่ายแปลว่าเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นเปราะบางและกำลังอักเสบอย่างหนักจากการโจมตีของคราบพลัค (Plaque) ข้อควรระวังคือ: เมื่อเลือดออก คนไข้มักจะกลัวเจ็บและหยุดแปรงฟันซี่นั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผิด! ยิ่งเลือดออกยิ่งต้องใช้แปรงขนนุ่มทำความสะอาดให้สะอาดขึ้น และรีบนัดพบทันตแพทย์ทันที
3. รู้สึกปวด หน่วง เจ็บตึงๆ เวลาขบเน้นฟันหรือเคี้ยวอาหาร
- วิธีสังเกต: รากฟันเทียมที่สมบูรณ์แบบ เวลาเคี้ยวอาหารจะต้องรู้สึก "แน่นและแข็งแรง" เหมือนฟันธรรมชาติ จะไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือเสียวฟัน (เพราะตัวรากเทียมไม่มีเส้นประสาท) แต่หากเริ่มรู้สึกหน่วงๆ ตึงๆ หรือเจ็บแปลบลึกๆ ที่ฐานเหงือกเวลากัดอาหาร
- อาการนี้กำลังบอกอะไร: สัญญาณนี้อันตรายขึ้นมาอีกสเตป เพราะอาจหมายความว่าการอักเสบไม่ได้อยู่แค่ที่ผิวเหงือก แต่ได้ลุกลามลึกลงไปถึงชั้น "กระดูกขากรรไกร" (Peri-implantitis) แล้ว แรงกดจากการเคี้ยวอาหารจึงส่งผ่านกระดูกที่กำลังติดเชื้อและบอบช้ำ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดลึกๆ ขึ้นมา
4. มีของเหลวรสชาติขม หรือ "น้ำหนอง" ซึมออกมาจากขอบเหงือก
- วิธีสังเกต: รู้สึกถึงรสชาติเฝื่อนๆ เค็มๆ หรือขมคอในปากตลอดเวลา แม้จะเพิ่งแปรงฟันเสร็จ หรือมีกลิ่นปากเหม็นเน่าที่รุนแรงมาก และเมื่อลองเอานิ้วหรือคอตตอนบัดกดรีดบริเวณเหงือกใต้รากเทียม จะมีของเหลวสีเหลืองขุ่นซึมออกมาตามร่องเหงือก
- อาการนี้กำลังบอกอะไร: นี่คือสัญญาณอันตรายระดับสีแดง (Red Alert) น้ำหนองคือซากของเม็ดเลือดขาวและแบคทีเรียที่ต่อสู้กันจนตายทับถมอยู่ การมีหนองแปลว่าเกิด "การติดเชื้ออย่างรุนแรง" (Infection) ที่กำลังละลายกระดูกรอบๆ รากเทียมอย่างรวดเร็ว ต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ทันตแพทย์ล้างทำความสะอาดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะด่วนที่สุด
5. รู้สึกได้ว่าตัวครอบฟัน หรือ รากฟันเทียม "โยกเยก" (Mobility)
- วิธีสังเกต: เวลาเคี้ยวอาหาร เอานิ้วจับ หรือเอาลิ้นดุน จะรู้สึกได้ว่าฟันซี่นั้นขยับได้ หรือมีเสียงดังกริ๊กเบาๆ เวลากัดสบฟัน
- อาการนี้กำลังบอกอะไร: อาการฟันเทียมโยกเกิดได้จาก 2 กรณีหลัก คือ
- กรณีที่เบาที่สุด: นอตสกรู (Abutment Screw) ที่ทำหน้าที่ยึดระหว่างรากเทียมไทเทเนียมกับครอบฟันเกิดการ "หลวม" ซึ่งแก้ไขได้ง่ายมาก ทันตแพทย์เพียงแค่ถอดครอบฟันออกมาทำความสะอาดแล้วขันนอตให้แน่นกลับตามเดิม (แต่ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะนอตที่หลวมอาจหักคาอยู่ด้านในได้)
- กรณีที่รุนแรงที่สุด: กระดูกขากรรไกรที่ทำหน้าที่ยึดเกาะตัวรากฟันเทียมได้ "ละลายหายไปจนหมดแล้ว" จากการอักเสบเรื้อรัง (Bone Loss) ทำให้ไทเทเนียมหลุดการยึดเกาะ (Implant Failure) ซึ่งในกรณีนี้ ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องถอดรากเทียมซี่นั้นทิ้ง ปลูกกระดูกใหม่ และเริ่มต้นกระบวนการรักษากันใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์
วิธีแก้ปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นปากหลังทำรากฟันเทียม
ข่าวดีก็คือ ปัญหาเรื่องกลิ่นปากและการอักเสบนั้น "สามารถป้องกันได้ 100%" หากดูแลรักษาอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ดังนี้:
1. ไอเทมเด็ดที่ขาดไม่ได้: แปรงซอกฟัน และ Superfloss
แปรงสีฟันธรรมดาเข้าไม่ถึงซอกใต้ครอบฟันรากเทียม คนไข้ต้องใช้ ไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Superfloss) ที่มีส่วนฟองน้ำนุ่มๆ สอดเข้าไปเช็ดทำความสะอาดรอบๆ ฐานคอฟันใต้เหงือก และใช้ แปรงซอกฟัน (Interdental Brush) ทะลวงเศษอาหารตามซอกระหว่างซี่ฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร
2. ตัวช่วยเสริม: เครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดซอกฟัน (Water Flosser)
สำหรับคนที่ใช้ไหมขัดฟันไม่ถนัด เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงถือเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฉีดล้างเศษอาหารและคราบแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ลึกใต้ร่องเหงือกของรากเทียมให้หลุดออกอย่างหมดจด ช่วยลดกลิ่นปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. แปรงฟันให้ถูกวิธีร่วมกับการขูดบนลิ้น
แปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์วันละ 2 ครั้ง เน้นการปัดขนแปรงเข้าหาร่องเหงือกเบาๆ (Modified Bass Technique) และที่สำคัญ อย่าลืม "แปรงลิ้น" หรือใช้ที่ขูดลิ้นทุกครั้ง เพราะลิ้นคือแหล่งสะสมแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นปากชั้นดี
4. พบทันตแพทย์เพื่อเช็กอัปทุก 6 เดือน (ห้ามขาด!)
แม้ฟันเทียมจะไม่ผุ แต่คุณยังต้องให้ทันตแพทย์ใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับรากเทียมโดยเฉพาะมาช่วยทำความสะอาดคราบหินปูนที่เกาะฝังแน่น และถ่ายภาพเอกซเรย์เพื่อเช็กระดับกระดูกรอบรากเทียมว่ายังแข็งแรงดีหรือไม่
ปัญหา รากฟันเทียม กลิ่นปาก ไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้เกิดจากตัววัสดุ แต่เกิดจากเศษอาหารและแบคทีเรียที่เข้าไปสะสมจนอักเสบ หากคุณทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากให้หมดจด รากฟันเทียมซี่นี้ก็จะอยู่คู่กับรอยยิ้มของคุณไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลมหายใจเลยแม้แต่น้อย
การเลือกคลินิกและทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนรักษาตั้งแต่ต้นคือสิ่งสำคัญ ที่ เพ็ชราคลินิก เราดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานสูงสุด พร้อมแพ็กเกจบริการทันตกรรมแบบครบวงจร เรามีทีมทันตแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบรอยยิ้ม และให้คำแนะนำการดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่แข็งแรง สวยงาม และปราศจากปัญหาหลังการทำรากฟันเทียมอย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ปัญหาหลังทำรากฟันเทียมและเรื่องกลิ่นปาก
Q: ใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ จะช่วยแก้ปัญหารากฟันเทียมมีกลิ่นได้ไหม?
A: ช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น น้ำยาบ้วนปากทำหน้าที่แค่กลบกลิ่นและลดปริมาณแบคทีเรียบนพื้นผิวชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ "ไม่สามารถดึงเอาเศษอาหารที่อัดแน่นอยู่ใต้ครอบฟันรากเทียมออกมาได้" หากไม่ใช้ไหมขัดฟันพิเศษ (Superfloss) หรือแปรงซอกฟันร่วมด้วย เมื่อน้ำยาบ้วนปากหมดฤทธิ์ กลิ่นเหม็นก็จะกลับมาเหมือนเดิม
Q: ใช้ "ไม้จิ้มฟัน" เขี่ยเศษอาหารรอบๆ รากฟันเทียมแทนได้ไหม?
A: ทันตแพทย์ "ห้ามใช้ไม้จิ้มฟันเด็ดขาด" เพราะปลายไม้จิ้มฟันมีความแข็งและแหลมคม หากทิ่มพลาดไปโดนร่องเหงือกรอบๆ รากฟันเทียม จะทำให้เหงือกเกิดบาดแผล อักเสบ และนำไปสู่ภาวะเหงือกร่น (Gingival Recession) ซึ่งนอกจากจะทำให้เศษอาหารติดง่ายขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้เห็นขอบรากเทียมสีโลหะโผล่ออกมาจนดูไม่สวยงามอีกด้วย
Q: ถ้าเริ่มมีกลิ่นปากและเหงือกบวมแล้ว ปล่อยทิ้งไว้รากฟันเทียมจะหลุดไหม?
A: มีโอกาสหลุดสูงมาก! อาการเหงือกบวมและมีกลิ่นเหม็น คือสัญญาณเตือนระยะแรกของโรคเยื่อหุ้มรากเทียมอักเสบ (Peri-implantitis) หากปล่อยทิ้งไว้ แบคทีเรียจะลุกลามลงไปทำลายกระดูกขากรรไกรที่ยึดเกาะรากฟันเทียมอยู่ เมื่อกระดูกละลายหายไป รากฟันเทียมก็จะโยกและหลุดออกมาในที่สุด ซึ่งการแก้ไขจะซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิมมาก
Q: วัสดุครอบฟันรากเทียม จะมีการดูดซับกลิ่นเมื่อใช้ไปนานๆ หลายปีหรือไม่?
A: ไม่มีการดูดซับกลิ่น วัสดุที่นิยมนำมาทำครอบฟันบนรากเทียมคือ เซรามิก (Ceramic) หรือ พอร์ซเลน (Porcelain) ซึ่งเป็นวัสดุผิวเรียบลื่น มีความหนาแน่นสูง ไม่ดูดซึมน้ำและสี (Non-porous) ดังนั้นตัววัสดุเองจะไม่มีการกักเก็บกลิ่นเหม็นเน่าหรือกลิ่นอาหารไว้ในตัวเองอย่างแน่นอน
Q: หากเหงือกอักเสบจนมีกลิ่นปากไปแล้ว ทันตแพทย์มีวิธีแก้อย่างไร?
A: หากมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับรากเทียม (เครื่องมือทำจากพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์ที่จะไม่ขูดขีดผิวไทเทเนียม) เข้าไปทำความสะอาดล้างคราบแบคทีเรียใต้เหงือก ร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ หรือในบางเคสอาจพิจารณาถอดนอตยึดครอบฟันออก เพื่อนำครอบฟันออกมาล้างทำความสะอาดภายนอก แล้วจึงใส่กลับเข้าไปใหม่ครับ แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันไว้ก่อนด้วยการทำความสะอาดเองที่บ้านคือวิธีที่ดีที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


