10 เรื่องน่ารู้ก่อนและหลังรักษารากฟัน
10 เรื่องน่ารู้ก่อนและหลังรักษารากฟัน

การรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) เป็นเรื่องที่หลายคนกังวล แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนกและเตรียมตัวได้ดีขึ้น นี่คือ
10 สิ่งที่ต้องรู้
สารบัญ
1. รักษารากฟันเจ็บไหม?
2. ทำไมแค่อุดฟันไม่ได้?
3. 5 สัญญาณเตือนที่ต้องรีบรักษา
4. ฟันที่รักษารากแล้วเปราะบางแค่ไหน?
5. ทำไมต้องครอบฟันหลังรักษา?
6. การรักษาต้องมากี่ครั้ง?
7. ข้อควรปฏิบัติระหว่างรักษา
8. อาการหลังรักษาที่เป็นเรื่องปกติ
9. รักษาราก vs ถอนฟัน เลือกอะไรดีกว่า?
10. การดูแลฟันหลังรักษาให้ได้นานที่สุด
1.รักษารากฟันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด: สมัยนี้มีเทคโนโลยีและยาชาที่มีประสิทธิภาพ ความรู้สึกระหว่างทำจะคล้ายกับการอุดฟันทั่วไป แต่ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย
หลายคนภาพจำติดตาว่าการรักษารากฟันต้องเป็นเรื่องน่ากลัวและทรมาน แต่ในความเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีทันตกรรมยุคใหม่ ประสบการณ์การรักษาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ประสิทธิภาพของยาชาเฉพาะจุด: ก่อนเริ่มลงมือ ทันตแพทย์จะใช้ยาชาที่มีประสิทธิภาพสูงระงับความรู้สึกในบริเวณนั้นอย่างสมบูรณ์ คุณจะรู้สึกเพียงแค่ "ตึงๆ" หรือแรงกดจากการทำงานของหมอเท่านั้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดแหลมคมอย่างที่กังวล
เทคโนโลยีการกำจัดเนื้อเยื่อติดเชื้อ: ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นสูงและแม่นยำ ช่วยให้การกำจัดเชื้อในคลองรากฟันทำได้รวดเร็วและนุ่มนวลกว่าการใช้เครื่องมือมือแบบสมัยก่อน ลดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
การรักษารากฟันคือการ "หยุด" ความเจ็บปวด: ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ "อาการปวดจากฟันผุทะลุโพรงประสาท" นั้นเจ็บกว่าตอนรักษารากฟันหลายเท่า การรักษาคือวิธีเดียวที่จะเอาเส้นประสาทที่อักเสบออกไป เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องทนปวดอีก
2.ทำไมต้องรักษารากฟัน (ทำไมแค่อุดไม่ได้?): เมื่อเชื้อโรคลามเข้าไปถึง "โพรงประสาทฟัน" การอุดฟันปกติไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด การรักษารากฟันจึงเป็นทางเลือกเดียวเพื่อเก็บฟันแท้ไว้
ทำไมฟันซี่เดิมที่เคยอุดได้ วันนี้คุณหมอถึงบอกว่าต้องรักษารากฟันเท่านั้น ความแตกต่างอยู่ที่ "ระยะของการลุกลาม"
ปราการด่านสุดท้ายถูกทำลาย: การอุดฟันปกติจะทำได้ก็ต่อเมื่อรอยผุยังอยู่แค่ในชั้น "เคลือบฟัน" หรือ "เนื้อฟัน" เท่านั้น แต่เมื่อใดที่เชื้อแบคทีเรียเดินทางไปถึง "โพรงประสาทฟัน" (Pulp) ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทและหลอดเลือด การอุดปิดทับไปเฉยๆ จะเหมือนการขังโจรไว้ในบ้าน เพราะเชื้อโรคที่ค้างอยู่ข้างในจะทำให้เกิดการอักเสบ ปวดบวม และติดเชื้อรุนแรงกว่าเดิม
ทางเลือกระหว่าง "เก็บ" หรือ "ทิ้ง": เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อ เนื้อเยื่อข้างในจะค่อยๆ เน่าเสีย หากเราไม่รักษารากฟันเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกและฆ่าเชื้อให้สะอาด ทางเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่คือการ "ถอนฟัน" เท่านั้น การรักษารากฟันจึงเป็นโอกาสเดียวที่จะรักษาโครงสร้างฟันแท้ของคุณไว้ได้
ป้องกันการลุกลามสู่กระดูกขากรรไกร: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เชื้อไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ฟัน แต่มันจะเดินทางผ่านปลายรากฟันออกไปสะสม จนกลายเป็นถุงหนองที่ปลายราก ซึ่งอาจทำลายกระดูกขากรรไกรโดยรอบและส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมได้
ความคุ้มค่าในระยะยาว: แม้การรักษารากฟันจะมีขั้นตอนมากกว่าการอุดฟัน แต่ถ้าเทียบกับการต้องถอนฟันแล้วไปทำรากเทียมหรือใส่ฟันปลอมในอนาคต การรักษารากฟันเพื่อเก็บฟันแท้เดิมไว้นั้นประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าในระยะยาว
3.สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณต้องรักษารากฟัน: เช่น อาการปวดฟันอย่างรุนแรงตอนกลางคืน, ปวดเวลาเคี้ยว, เสียวฟันนานผิดปกติเมื่อโดนของร้อนหรือเย็น หรือมีตุ่มหนองขึ้นที่เหงือก
5 สัญญาณที่บอกว่าคุณต้องรักษารากฟัน มีดังนี้
- ปวดฟันรุนแรงโดยเฉพาะตอนกลางคืน ปวดฟันอย่างรุนแรง (โดยเฉพาะตอนกลางคืน): นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด เมื่อโพรงประสาทฟันอักเสบ ความดันภายในรากฟันจะสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร และมักจะปวดมากขึ้นเวลานอนราบ เพราะเลือดไหลเวียนไปที่ศีรษะมากขึ้นนั่นเอง
- เสียวฟันนานผิดปกติหลังโดนร้อนหรือเย็น เสียวฟันผิดปกติ (Long-lasting Sensitivity): ไม่ใช่แค่เสียวฟันแปลบๆ ตอนกินน้ำเย็นแล้วหายไป แต่เป็นการเสียวฟันที่ "ค้างคานาน" หลังจากกินของร้อนหรือของเย็น บางครั้งอาจเสียวต่อเนื่องเป็นนาทีหรือนานกว่านั้น แม้จะหยุดกินไปแล้วก็ตาม
- เหงือกบวมหรือมีตุ่มหนองขึ้น เหงือกบวมหรือมีตุ่มหนอง (Gum Boil): หากสังเกตเห็นตุ่มคล้ายสิวขึ้นที่เหงือกบริเวณใกล้รากฟัน หรือมีหนองไหลออกมา นั่นคือสัญญาณว่าเชื้อโรคได้ลุกลามออกไปที่ปลายรากและเริ่มทำลายกระดูกรอบๆ จนกลายเป็นฝีหนองแล้ว
- ฟันเปลี่ยนสีคล้ำลงผิดปกติ ฟันเปลี่ยนสี (Tooth Discoloration): หากฟันซี่ใดซี่หนึ่งเริ่มมีสีคล้ำลง หรือดูเทากว่าซี่ข้างๆ แสดงว่าเนื้อเยื่อและเส้นเลือดภายในโพรงประสาทฟันอาจจะ "ตาย" แล้ว (Pulp Necrosis) ซึ่งมักเกิดจากฟันผุลึกหรือการได้รับอุบัติเหตุแรงกระแทกในอดีต
- เจ็บเวลาเคี้ยวหรือสัมผัสฟัน เมื่อเชื้อโรคเริ่มรุกรานเข้าสู่โพรงประสาทฟัน หากมีอาการเหล่านี้เพียงข้อเดียว ก็ควรรีบพบทันตแพทย์ทันที
"ถ้าคุณมีอาการมากกว่า 2 ข้อ อย่ารอจนกว่าจะปวดจนทนไม่ไหว เพราะการรักษารากฟันตั้งแต่วันนี้ คือทางเดียวที่จะช่วยรักษาฟันแท้ของคุณไว้ได้ตลอดชีวิต
4.ฟันที่รักษารากแล้ว "เปราะบาง" กว่าเดิม: เนื่องจากฟันไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงแล้ว ฟันจะเริ่มขาดความยืดหยุ่นและแตกหักง่ายขึ้นกว่าฟันปกติ
เมื่อรักษารากฟันเสร็จแล้ว ฟันจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม 100% แต่ในทางชีววิทยา ฟันซี่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
การสูญเสียแหล่งอาหารและน้ำ: เมื่อเราเอาโพรงประสาทฟันออกไป เส้นเลือดที่เคยทำหน้าที่ส่งน้ำและสารอาหารมาเลี้ยงเนื้อฟันก็จะหายไปด้วย ฟันจึงสูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้เนื้อฟันค่อยๆ แห้งและขาดความยืดหยุ่น (Loss of Resilience) เปรียบเสมือนกิ่งไม้สดที่กลายเป็นกิ่งไม้แห้ง ซึ่งหักเปราะได้ง่ายกว่าเดิมมากครับ
โครงสร้างฟันที่หายไป: การที่ฟันต้องรักษาราก มักเริ่มมาจากฟันผุขนาดใหญ่ หรือฟันที่เคยแตกหักมาก่อน ทำให้เนื้อฟันตามธรรมชาติ (Dental Structure) เหลืออยู่น้อยลง พื้นฐานของฟันจึงไม่มั่นคงเท่าเดิมเมื่อต้องรับแรงบดเคี้ยวหนักๆ
ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป: เนื่องจากเส้นประสาทถูกกำจัดออกไปแล้ว "กลไกการเตือนภัย" ของฟันซี่นั้นจะหายไปด้วย เวลาที่คุณเผลอกัดของแข็งแรงๆ ฟันปกติจะส่งสัญญาณความเจ็บเพื่อให้เราหยุด แต่ฟันที่รักษารากแล้วจะไม่มีสัญญาณเตือนนี้ ทำให้เราอาจจะออกแรงเคี้ยวเกินขนาดจนฟันแตกได้โดยไม่รู้ตัว
ความเสี่ยงต่อการ "ร้าว" (Vertical Root Fracture): เนื่องจากเนื้อฟันแห้งและกรอบ ความเสี่ยงที่ฟันจะแตกร้าวตามแนวตั้งจากด้านบนลงสู่รากฟันจึงมีสูงขึ้น ซึ่งหากฟันแตกถึงราก ส่วนใหญ่จะไม่สามารถซ่อมแซมได้และต้องถอนทิ้งในที่สุด
5.ทำไมต้อง "ครอบฟัน" หลังรักษา การทำครอบฟันจึงเปรียบเสมือนการใส่หมวกกันน็อกให้ฟัน เพื่อป้องกันฟันแตกจากการใช้งานในระยะยาว สำหรับ ราคาครอบฟันหลังรักษาราก จะแตกต่างกันตามวัสดุที่เลือก ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
หลังจากรักษารากฟันเสร็จ ฟันจะเปราะบางลง ทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้ทำ "ครอบฟัน" (Dental Crown) ทันที โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้
ป้องกันการแตกหักแบบกู้คืนไม่ได้: แรงบดเคี้ยวของมนุษย์เรามหาศาลมากครับ (โดยเฉพาะฟันกราม) การอุดฟันแบบปกติหลังรักษารากอาจรับแรงกระแทกซ้ำๆ ไม่ไหว หากฟันเกิดการ "แตกแนวดิ่ง" (Vertical Fracture) ร้าวลงไปถึงรากฟัน คุณหมอจะไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากต้อง ถอนทิ้ง เท่านั้น ครอบฟันจึงทำหน้าที่เหมือน "ปลอกเหล็ก" ที่รัดตัวฟันไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน
ปิดผนึกป้องกันเชื้อโรค (Coronal Seal): วัสดุอุดฟันทั่วไปอาจมีโอกาสรั่วซึมตามขอบได้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งถ้าเชื้อโรคหลุดเข้าไปในรากฟันที่เพิ่งรักษาเสร็จ จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ (Re-infection) แต่ครอบฟันที่ทำจากเซรามิกหรือโลหะจะปิดคลุมฟันทั้งซี่ไว้อย่างมิดชิด ช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะกลับไปบุกรุกได้ดีกว่ามากครับ
คืนประสิทธิภาพการบดเคี้ยว: ฟันที่เหลือแต่โครงสร้างบางๆ จะทำให้เราไม่กล้าเคี้ยวอาหารแรงๆ ครอบฟันจะช่วยคืนรูปร่างฟันให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม ทำให้คุณกลับมาทานอาหารที่ชอบได้มั่นใจ ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะเจ็บหรือฟันจะบิ่น
ความสวยงามที่เป็นธรรมชาติ: สำหรับฟันหน้าที่รักษารากและมักจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ครอบฟันเซรามิกคุณภาพสูงสามารถเลียนแบบสีและโปร่งแสงของฟันธรรมชาติได้แนบเนียนที่สุด ช่วยคืนรอยยิ้มที่มั่นใจกลับมาอีกครั้ง
6.การรักษามักไม่ได้จบในครั้งเดียว: โดยทั่วไป รักษารากฟันกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 2–3 นัด นัดละประมาณ 45–90 นาที (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของรากฟันและการติดเชื้อ) เพื่อทำความสะอาดและใส่ยาฆ่าเชื้อให้มั่นใจก่อนอุดปิดถาวร
การรักษารากฟันคือการจัดการกับ "สิ่งมีชีวิต" ขนาดเล็กอย่างแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในที่แคบและซับซ้อน ดังนั้นความใจเย็นคือหัวใจของความสำเร็จ
กระบวนการฆ่าเชื้อที่สมบูรณ์: ในการนัดครั้งแรก ทันตแพทย์จะกำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออก แต่แบคทีเรียบางส่วนอาจซ่อนตัวอยู่ในท่อเล็กๆ ของรากฟัน การใส่ "ยาฆ่าเชื้อเฉพาะจุด" ทิ้งไว้ในรากฟันประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้มั่นใจว่าเชื้อถูกกำจัดจนหมดสิ้นก่อนจะอุดปิดถาวร
การรอให้ร่างกายตอบสนอง: หากคนไข้มาด้วยอาการบวมหรือมีหนอง (Abscess) ทันตแพทย์จำเป็นต้องระบายหนองและใส่ยาเพื่อให้อาการอักเสบยุติลงก่อน หากรีบร้อนอุดปิดในขณะที่มีการอักเสบอยู่ อาจทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงตามมาภายหลังได้
ความซับซ้อนของโครงสร้างรากฟัน: รากฟันแต่ละซี่มีจำนวนคลองรากไม่เท่ากัน (ฟันกรามอาจมี 3-4 คลอง) และบางคลองอาจจะตีบหรือโค้งงอมาก ทันตแพทย์ต้องใช้เครื่องมือขนาดเล็กค่อยๆ ขยายและทำความสะอาดอย่างประณีต ซึ่งต้องใช้เวลาและความละเอียดสูงมากในแต่ละขั้นตอน
การลองวัสดุและเช็กความเรียบร้อย: ในเคสที่ต้องทำครอบฟันจะมีขั้นตอนการพิมพ์ปากและลองครอบฟันเพื่อให้แน่ใจว่าการสบฟันพอดีเป๊ะ ไม่สูงเกินไปจนทำให้รากฟันอักเสบซ้ำ
7.งดเคี้ยวฝั่งที่รักษาชั่วคราว: ระหว่างที่ยังรักษาไม่เสร็จ (ช่วงอุดชั่วคราว) ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งฝั่งนั้น เพราะฟันอาจแตกหรือวัสดุอุดชั่วคราวหลุดได้
หลายคนสงสัยว่า หลังรักษารากฟันกินอะไรได้บ้าง คำตอบคืออาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ตุ๋น และหลีกเลี่ยงของแข็งหรือเหนียวจนกว่าการรักษาจะเสร็จสมบูรณ์
ในระหว่างขั้นตอนการรักษารากฟัน (ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์) ทันตแพทย์จะทำการ "อุดฟันชั่วคราว" ไว้ ซึ่งวัสดุนี้มีคุณสมบัติและการใช้งานที่ต่างจากวัสดุอุดถาวร
วัสดุอุดชั่วคราวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบดเคี้ยว: วัสดุที่ใช้ปิดปากแผลรากฟันมักจะมีลักษณะนิ่มกว่าปกติ เพื่อให้ทันตแพทย์รื้อออกได้ง่ายในการนัดครั้งต่อไป หากคุณเผลอไปเคี้ยวของแข็งหรือเหนียว วัสดุนี้อาจจะ "หลุด" หรือ "ยุบตัว" จนทำให้เชื้อโรคและเศษอาหารหลุดเข้าไปในคลองรากฟันที่กำลังฆ่าเชื้ออยู่ได้
ความเสี่ยงต่อการ "ฟันแตก" สูงสุด: ในช่วงที่กำลังรักษารากฟัน โครงสร้างภายในฟันจะถูกขยายออกเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผนังฟันเหลือบางมาก เปรียบเสมือน "แก้วกระดาษ" ที่ไม่มีน้ำอยู่ข้างใน หากได้รับแรงกระแทกจากการเคี้ยวแรงๆ ฟันอาจจะแตกเปรี้ยงจนไม่สามารถรักษาต่อได้ทันที
ป้องกันการอักเสบจากแรงกด: ช่วงที่รากฟันกำลังฟื้นตัว เนื้อเยื่อรอบๆ ปลายรากมักจะยังไวต่อความรู้สึก (Sensitive) การไปเคี้ยวหรือใช้งานฝั่งนั้นจะยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดตุบๆ หรืออักเสบซ้ำซ้อน ทำให้แผลหายช้าลง
เทคนิคการทานอาหารช่วงรักษา: แนะนำให้เน้นทานอาหารอ่อนที่ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวมาก เช่น โจ๊ก ไข่ตุ๋น หรือปลา และพยายามฝึกความเคยชินในการ "เคี้ยวอีกข้างหนึ่ง" เป็นหลักจนกว่าคุณหมอจะทำครอบฟันให้เสร็จสมบูรณ์
8.อาการปวดหลังทำเป็นเรื่องปกติ: หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ อาจมีอาการตึงหรือเจ็บได้ในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง
ความจริงที่คนไข้ต้องรู้คือ แม้เส้นประสาทในฟันจะถูกกำจัดออกไปแล้ว แต่ "เนื้อเยื่อรอบปลายรากฟัน" ยังคงอยู่ และเนื้อเยื่อส่วนนี้แหละครับที่อาจเกิดการระคายเคืองได้:
การอักเสบที่ปลายราก: ในระหว่างการทำความสะอาดคลองรากฟัน เครื่องมือหรือน้ำยาล้างอาจไปกระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณปลายรากฟันเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการตึงๆ หรือปวดหน่วงๆ ได้ในช่วง 2-4 วันแรกหลังจากยาชาหมดฤทธิ์
ความล้าของกล้ามเนื้อขากรรไกร: เนื่องจากการรักษารากฟันต้องใช้เวลานานกว่าการอุดฟันปกติ การอ้าปากค้างไว้นานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อขากรรไกรล้าและส่งผลให้รู้สึกระบมลามไปถึงซี่ฟันที่รักษาได้ครับ
อาการ "เจ็บเมื่อเคี้ยวโดน": ในช่วงแรกๆ ฟันซี่ที่รักษาจะไวต่อแรงกดเป็นพิเศษ แม้จะแค่ฟันบนกับฟันล่างมาสบกันเบาๆ ก็อาจรู้สึกแปลบได้ นี่คือสัญญาณว่าเนื้อเยื่อรอบๆ กำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่
วิธีรับมือที่ถูกต้อง:
ทานยาแก้ปวดตามอาการ: โดยทั่วไปยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) ที่คุณหมอจ่ายให้จะช่วยควบคุมอาการได้ดีมาก
ประคบเย็น: ใน 24 ชั่วโมงแรก หากรู้สึกบวมเล็กน้อย การประคบเย็นข้างแก้มจะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดและลดปวดได้
สังเกตอาการ "ผิดปกติ": อาการปวดปกติจะค่อยๆ ลดลงในแต่ละวัน แต่ถ้าปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนยาแก้ปวดเอาไม่อยู่ หรือมีอาการบวมเป่งชัดเจน ควรรีบติดต่อทันตแพทย์ทันที
9.รักษารากฟัน vs ถอนฟัน: การเก็บฟันแท้ไว้ย่อมดีกว่าการถอนแล้วใส่รากเทียม เพราะฟันแท้ให้ความรู้สึกในการเคี้ยวที่เป็นธรรมชาติที่สุด และไม่ต้องกังวลเรื่องกระดูกขากรรไกรละลาย
เมื่อฟันมีปัญหาลึกถึงราก หลายคนอาจคิดว่า "ถอนทิ้งไปเลยให้จบๆ" แต่ในความเป็นจริง การเก็บฟันธรรมชาติไว้ด้วยการรักษารากฟัน มีข้อดีที่ฟันปลอมเลียนแบบไม่ได้:
สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ (Proprioception): รากฟันแท้จะมีเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ (Periodontal Ligament) ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าเรากำลังเคี้ยวแรงแค่ไหน ฟันแท้จึงให้ความรู้สึก "สมจริง" ในการบดเคี้ยวมากกว่ารากเทียมหรือฟันปลอมที่มักจะรู้สึกทื่อๆ หรือแข็งกระด้าง
การคงอยู่ของกระดูกขากรรไกร: เมื่อเราถอนฟันออกไป ร่างกายจะค่อยๆ ละลายกระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นทิ้งเพราะไม่มีรากฟันให้ยึดเกาะ ส่งผลให้ใบหน้าอาจดูตอบลงหรือฟันซี่ข้างๆ ล้มระเนระนาด การรักษารากฟันเพื่อเก็บรากแท้ไว้จึงช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้าและตำแหน่งฟันซี่อื่นๆ ให้คงที่
ค่าใช้จ่ายที่ "บานปลาย" จากการถอน: แม้การถอนฟันจะราคาหลักร้อยหลักพันต้นๆ แต่การปล่อยให้ฟันหลอจะนำไปสู่ปัญหาการเคี้ยวและบุคลิกภาพ สุดท้ายคุณต้องจ่ายเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนเพื่อทำ "รากเทียม" หรือ "สะพานฟัน" ซึ่งรวมแล้วอาจแพงกว่าการรักษารากฟันบวกครอบฟันหลายเท่า
ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง: หากถอนฟันแล้วเลือกทำสะพานฟัน ทันตแพทย์ต้องกรอเนื้อฟันดีๆ ของซี่ข้างๆ ออกเพื่อทำเป็นหลักยึด แต่การรักษารากฟันจะยุ่งกับฟันแค่ซี่ที่มีปัญหาซี่เดียว ไม่ต้องไปรบกวนฟันซี่อื่นที่ยังแข็งแรงอยู่
10.การดูแลหลังรักษาคือหัวใจสำคัญ: ฟันที่รักษารากแล้วยัง "ผุ" ได้เหมือนเดิม หากแปรงฟันไม่สะอาดหรือละเลยการใช้ไหมขัดฟัน เชื้อโรคอาจเข้าไปสะสมและทำให้เกิดปัญหาซ้ำได้
หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อรักษารากฟันและครอบฟันเสร็จแล้ว ฟันซี่นั้นจะไม่มีวันผุหรือมีปัญหาอีก เพราะ "ไม่มีเส้นประสาทแล้ว" แต่ในความเป็นจริง เนื้อฟันแท้ที่เหลืออยู่ใต้ครอบฟันยังคงเป็นเนื้อเยื่อธรรมชาติที่ต้องการการดูแล
ฟันที่รักษารากแล้วยัง "ผุ" ได้: แม้จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดมาเตือนภัย แต่เชื้อแบคทีเรียยังสามารถกัดเซาะเนื้อฟันบริเวณ "ขอบครอบฟัน" หรือซอกฟันได้ หากปล่อยให้ฟันผุใต้ครอบฟัน (Recurrent Caries) อาจรุนแรงจนโครงสร้างฟันสลายและต้องถอนทิ้งในที่สุด
เหงือกอักเสบ... ศัตรูตัวฉกาจ: แม้ตัวฟันจะแข็งแรงด้วยครอบฟัน แต่ถ้าดูแลความสะอาดไม่ดีพอ จนเกิดหินปูนและโรคเหงือก (Periodontitis) รอบรากฟัน จะทำให้กระดูกที่ยึดรากฟันละลาย รากฟันจะโยกและหลุดออกไปพร้อมกับครอบฟันราคาแพงของคุณได้
เทคนิคการทำความสะอาดระดับ Expert:
ไหมขัดฟัน (Flossing): ห้ามละเลยเด็ดขาด โดยเฉพาะบริเวณซอกฟันที่ติดกับครอบฟัน เพราะเป็นจุดที่แปรงเข้าไม่ถึงและเศษอาหารมักไปติดสะสม
แปรงซอกฟัน (Interdental Brush): สำหรับคนที่มีช่องว่างระหว่างฟันกว้างขึ้นหลังทำครอบฟัน การใช้แปรงซอกฟันจะช่วยกำจัดคราบพลัคได้เกลี้ยงเกลากว่าเดิม
การตรวจเช็กตามนัด (Follow-up): ทันตแพทย์มักนัดเอกซเรย์ดูปลายรากฟันทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อเช็กว่ารอยโรคเดิมหายสนิทดีไหม และครอบฟันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ การพบปัญหาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แก้ไขได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
การรักษารากฟันในยุคนี้ปลอดภัย ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพสูง สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการปล่อยให้ฟันผุลุกลามต่อไปโดยไม่รักษา ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันแท้และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา
หากคุณมีอาการปวดฟัน เสียวฟัน หรือสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ อย่ารอจนทนไม่ไหว เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสเก็บฟันแท้ไว้ได้ก็ยิ่งมากขึ้น
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เพ็ชราคลินิก
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


