ยกไซนัส (Sinus Lift) คืออะไร? ทำไมฟันบนหลอมานาน ถึงฝังรากเทียมทันทีไม่ได้
ยกไซนัส (Sinus Lift) คืออะไร? ทำไมฟันบนหลอมานาน ถึงฝังรากเทียมทันทีไม่ได้

เคยไหม? ตั้งใจไปคลินิกเพื่อทำรากฟันเทียมทดแทนฟันกรามบนที่หลุดไปนาน แต่ทันตแพทย์กลับประเมินว่า "กระดูกบางเกินไป ต้องยกไซนัสก่อน" ประโยคนี้มักสร้างความกังวลใจและทำให้หลายคนเกิดคำถามตามมามากมายว่า การยกไซนัสคืออะไร? น่ากลัวไหม? และทำไมถึงปล่อยผ่านขั้นตอนนี้ไปไม่ได้
หากกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้อยู่ สบายใจได้เลย บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นภาพรวมและคลายความกังวล ก่อนตัดสินใจคืนรอยยิ้มที่มั่นใจอีกครั้ง
ทำไมฟันกรามบนหลอมานาน ถึงฝังรากเทียมเลยไม่ได้?
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องมาทำความรู้จักกับสรีระในช่องปากกันก่อน เหนือบริเวณรากฟันกรามบนของเราทุกคน จะมีโพรงอากาศที่เรียกว่า "โพรงไซนัส" (Maxillary Sinus) ซึ่งมีลักษณะเหมือนห้องว่างๆ ที่มีเพียงเยื่อบางๆ กั้นระหว่างโพรงไซนัสกับรากฟัน
เมื่อเราสูญเสียฟันกรามบนไปและปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ร่างกายจะรับรู้ว่าบริเวณนั้นไม่มีการใช้งาน ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาสองอย่างที่ทำให้ฝังรากเทียมไม่ได้ทันที:
- กระดูกขากรรไกรละลายตัว: กระดูกที่เคยหุ้มรากฟันจะค่อยๆ ยุบและบางลงเรื่อยๆ
- โพรงไซนัสย้อยต่ำลงมา: เมื่อไม่มีรากฟันคอยพยุง โพรงอากาศด้านบนจะขยายตัวและย้อยต่ำลงมาใกล้เหงือกมากขึ้น
ลองจินตนาการว่า "รากฟันเทียม" คือน็อตที่ต้องยึดกับผนัง (กระดูกขากรรไกร) หากผนังบางเกินไป แล้วเราฝืนเจาะน็อตเข้าไป น็อตก็จะทะลุเข้าไปในห้องว่าง (โพรงไซนัส) ซึ่งนอกจากจะไม่มั่นคงแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือไซนัสอักเสบตามมาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีการเตรียมพื้นที่ให้พร้อมก่อนเสมอ
ยกไซนัส (Sinus Lift) คืออะไร?
ยกไซนัส (Sinus Lift) คือกระบวนการทางทันตกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณและความหนาของกระดูกบริเวณขากรรไกรบนด้านหลัง โดยทันตแพทย์จะทำการเปิดเหงือกและดันเยื่อบุโพรงไซนัสที่ย้อยต่ำลงมาให้กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นจึงทำการ เสริมกระดูกฟันบน เข้าไปในช่องว่างที่ยกขึ้นมา
เปรียบง่ายๆ เหมือนการที่เราต้องการปลูกต้นไม้ใหญ่ (รากเทียม) แต่ดิน (กระดูก) ตื้นเกินไปและติดฝ้าเพดาน (เยื่อบุไซนัส) เราจึงต้องดันฝ้าเพดานขึ้นไป แล้วเติมดินลงไปให้หนาพอที่รากต้นไม้จะยึดเกาะได้อย่างแข็งแรง
การทำ
Sinus Lift รากฟันเทียม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างฐานรากที่มั่นคง ทำให้รากฟันเทียมสามารถรับแรงเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่คู่กับเราไปได้อย่างยาวนาน
ใครบ้างที่เข้าข่ายต้องได้รับการ "ยกไซนัส" และ "เสริมกระดูกฟันบน"
เมื่อตัดสินใจจะทำรากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันกรามบนที่หายไป คำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ "แล้วตัวเราเองจำเป็นต้องทำขั้นตอนนี้ไหม?" ความจริงก็คือ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทำเสมอไป ทันตแพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดจากภาพเอกซเรย์ 3 มิติ (CT Scan) เพื่อดูปริมาณความหนาและคุณภาพของกระดูกขากรรไกรว่ามีเพียงพอหรือไม่
โดยกลุ่มบุคคลที่มักจะเข้าข่ายต้องได้รับการ ยกไซนัส ก่อนฝังรากเทียม มักจะตรงกับ 3 สาเหตุหลักๆ ดังต่อไปนี้:
1. ผู้ที่สูญเสียฟันกรามบนไปเป็นเวลานาน
ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เมื่ออวัยวะส่วนไหนไม่ได้ใช้งาน ร่างกายก็จะค่อยๆ ลดความสำคัญของส่วนนั้นลง กระดูกขากรรไกรก็เช่นกัน กลไกนี้เรียกว่าการละลายตัวของกระดูก (Bone Resorption)
เมื่อถอนฟันออกไปและปล่อยพื้นที่ตรงนั้นให้ว่างเปล่าเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี กระดูกเบ้าฟันที่เคยทำหน้าที่โอบอุ้มรากฟันจะค่อยๆ ละลาย ยุบตัว และบางลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่มีรากฟันคอยดันและพยุงเอาไว้ โพรงไซนัสที่อยู่ด้านบนก็จะค่อยๆ ย้อยต่ำลงมาใกล้สันเหงือกมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การ เสริมกระดูกฟันบน จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยสร้างพื้นที่ฐานรากตรงนี้ให้กลับมาหนาแน่นและลึกพอสำหรับการยึดเกาะของรากเทียม
2. ผู้ที่มีประวัติโรคปริทันต์อักเสบ (รำมะนาด) รุนแรง
โรคปริทันต์อักเสบหรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ "รำมะนาด" ไม่ได้ทำลายแค่เนื้อเยื่อเหงือกให้บวมแดงและร่นลงเท่านั้น แต่ความน่ากลัวคือเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ลึกลงไปใต้เหงือก จะเข้าไปทำลาย "กระดูกเบ้ารากฟัน" อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
ผู้ป่วยที่ต้องสูญเสียฟันจากโรคนี้ มักจะมีสภาพกระดูกขากรรไกรที่แหว่ง เว้า หรือบางลงอย่างมากจนไม่เหลือรากฐานที่แข็งแรง การทำ Sinus Lift รากฟันเทียม ร่วมกับการปลูกเติมกระดูก จึงเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมในช่องปาก ฟื้นฟูกระดูกที่ถูกแบคทีเรียทำลายไปให้กลับมาสมบูรณ์ ก่อนที่จะฝังรากเทียมลงไป เพื่อป้องกันปัญหารากเทียมโยกคลอนหรือหลุดร่วงในอนาคต
3. ผู้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่โพรงไซนัสใหญ่หรือกระดูกบาง
บางครั้งปัญหากระดูกบางก็ไม่ได้เกิดจากการปล่อยฟันหลอทิ้งไว้นานๆ หรือมีประวัติโรคเหงือกเสมอไป แต่อาจมาจากสรีระร่างกายตามธรรมชาติ
โครงสร้างกะโหลกศีรษะและขากรรไกรของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน บางคนเกิดมาพร้อมกับโพรงไซนัสที่มีขนาดกว้างและใหญ่กว่าปกติ หรือมีลักษณะโครงสร้างกระดูกขากรรไกรบนด้านหลังที่บางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่อย่างใด
แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องทำรากฟันเทียม พื้นที่กระดูกที่มีจำกัดนี้จึงไม่ปลอดภัยพอที่จะฝังน็อตไทเทเนียมลงไปได้โดยตรง ทันตแพทย์จึงต้องปรับโครงสร้างทางสรีระบริเวณนี้ใหม่ ด้วยการดันเยื่อบุโพรงไซนัสขึ้นไปอย่างระมัดระวัง แล้วเติมวัสดุกระดูกเข้าไปให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ขั้นตอนการยกไซนัส น่ากลัวอย่างที่คิดไหม?
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "ผ่าตัด" ร่วมกับคำว่า "ยกไซนัส" ภาพในหัวของหลายคนมักจะจินตนาการไปถึงเรื่องน่ากลัว สยองขวัญ และคิดว่าจะต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยวิวัฒนาการทางทันตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ขั้นตอนการยกไซนัสมีความปลอดภัยสูงมาก และแทบไม่ต่างจากการถอนฟันหรือการผ่าฟันคุดทั่วไปเลย
ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำหัตถการด้วยความนุ่มนวลและมีเครื่องมือที่ทันสมัยคอยช่วยควบคุมคุณภาพ ลองมาเจาะลึกดูขั้นตอนจริงกันทีละสเตป เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและคลายความกังวลลง
1. การตรวจประเมินด้วย CT Scan (3D)
ก่อนเริ่มต้นการรักษา ทันตแพทย์จะไม่ทำการคาดเดาโครงสร้างภายในด้วยตาเปล่าหรือภาพเอกซเรย์แบบแบนๆ เด็ดขาด แต่จะใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติ (Dental CT Scan 3D) เพื่อสแกนและประเมินโครงสร้างใบหน้า ขากรรไกร และโพรงไซนัสอย่างละเอียด
ภาพ 3 มิติจะแสดงให้เห็นถึงความหนาบางของกระดูกที่เหลืออยู่ ตำแหน่งของเยื่อบุไซนัส รวมถึงเส้นประสาทและหลอดเลือดสำคัญต่างๆ อย่างแม่นยำ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้ทันตแพทย์สามารถวางแผนการเสริมกระดูกฟันบนได้อย่างปลอดภัยสูงสุด ไร้ความเสี่ยง และป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดระหว่างผ่าตัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
2. กระบวนการผ่าตัดและระยะเวลา
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทำหัตถการ สิ่งสำคัญที่อยากให้สบายใจได้เลยคือ กระบวนการทั้งหมดนี้ทำภายใต้ "การฉีดยาชาเฉพาะที่" เท่านั้น เมื่อยาชาออกฤทธิ์เต็มที่ จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ เกิดขึ้นในระหว่างที่ทำเลย
ทันตแพทย์จะทำการเปิดเหงือกบริเวณสันกระดูกกรามบนด้านหลังอย่างระมัดระวัง เปิดช่องหน้าต่างขนาดเล็กๆ บนกระดูก แล้วใช้เครื่องมือพิเศษดันเยื่อบุโพรงไซนัสที่ย้อยลงมาให้กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องอย่างเบามือ จากนั้นจึงค่อยๆ เติมวัสดุปลูกกระดูก (Bone Graft) ลงไปในพื้นที่ว่างที่ถูกยกขึ้น กระบวนการทำ Sinus Lift รากฟันเทียม ในขั้นตอนนี้มักใช้เวลาเบ็ดเสร็จเพียงประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและปริมาณกระดูกที่ต้องเติมของแต่ละบุคคล
3. ระยะเวลาการพักฟื้นและรอกระดูกผสานตัว
หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นและเย็บปิดแผลเรียบร้อย ร่างกายจะต้องใช้เวลาตามธรรมชาติในการฟื้นฟูและสร้างเซลล์กระดูกใหม่ขึ้นมาล้อมรอบวัสดุที่เราเติมเข้าไป โดยทั่วไปจะต้องรอให้กระดูกเทียมและกระดูกจริงผสานตัวกันจนแข็งแรงและแน่นหนาเต็มที่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน จึงจะพร้อมสำหรับการฝังตัวรากเทียมไทเทเนียมในสเตปต่อไป
ข้อควรรู้เพิ่มเติม: สำหรับคนไข้บางเคสที่โชคดี กระดูกเดิมไม่ได้ละลายหายไปจนหมด และยังพอมีความหนาหลงเหลืออยู่บ้าง (เช่น หนาประมาณ 4-5 มิลลิเมตรขึ้นไป) ทันตแพทย์อาจประเมินว่าสามารถทำการยกไซนัส เสริมกระดูกฟันบน และฝังรากฟันเทียมไปได้พร้อมกันเลยในครั้งเดียว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดจำนวนครั้งในการผ่าตัดและร่นระยะเวลาการรักษาโดยรวมลงไปได้มากทีเดียว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการยกไซนัส
เพื่อไขข้อข้องใจและเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนทำรากฟันเทียม นี่คือการรวบรวมคำถามที่พบบ่อยที่สุด พร้อมคำตอบที่กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลได้อย่างแน่นอน
Q: ยกไซนัส เจ็บไหม?
A: ในระหว่างขั้นตอนการผ่าตัด ไม่รู้สึกเจ็บอย่างแน่นอน ทันตแพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่อย่างเต็มที่และรอจนกว่ายาชาจะออกฤทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนเริ่มลงมือทำหัตถการ ความรู้สึกระหว่างทำจะใกล้เคียงกับการถอนฟันหรือการผ่าฟันคุดทั่วไป
หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นและยาชาหมดฤทธิ์ อาจมีอาการปวดตึง บวมช้ำบริเวณแก้ม หรือมีเลือดซึมเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติของร่างกายที่ตอบสนองต่อการ เสริมกระดูกฟันบน อาการเหล่านี้สามารถควบคุมและบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น การทานยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
Q: ยกไซนัส ใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน?
A: ระยะเวลาพักฟื้นเบื้องต้นเพื่อให้แผลหายบวมและกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน หรือทานอาหารได้ตามปกติ มักใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลและการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม สำหรับระยะเวลาการพักฟื้นของโครงสร้างภายใน เพื่อให้วัสดุที่เสริมเข้าไปผสานเข้ากับกระดูกขากรรไกรตามธรรมชาติจนแข็งแรงและแน่นหนาเต็มที่นั้น จะต้องใช้เวลารอประมาณ 4-6 เดือน
สิ่งสำคัญที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกคือ ต้องงดกิจกรรมที่สร้างแรงดันในโพรงจมูกเด็ดขาด เช่น ห้ามสั่งน้ำมูกแรงๆ ห้ามกลั้นจาม ห้ามเป่าลม หรือห้ามดูดน้ำจากหลอด เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนต่อบริเวณที่ทำการยกไซนัส
Q: สามารถฝังรากฟันเทียมพร้อมกับยกไซนัสได้เลยหรือไม่?
A: สามารถทำพร้อมกันได้ในบางกรณี โดยทันตแพทย์จะประเมินภาพเอกซเรย์ 3 มิติ และพิจารณาจาก "ความหนาของกระดูกขากรรไกรเดิม" ที่เหลืออยู่เป็นหลัก
หากกระดูกเดิมยังมีความหนาเพียงพอ (โดยปกติคือหนาประมาณ 4-5 มิลลิเมตรขึ้นไป) ที่จะสามารถยึดรากฟันเทียมให้มั่นคงและไม่โยกคลอนได้ ทันตแพทย์ก็จะสามารถทำ Sinus Lift รากฟันเทียม และฝังรากเทียมไทเทเนียมลงไปพร้อมกันในครั้งเดียวได้เลย ซึ่งช่วยลดจำนวนครั้งในการผ่าตัดและประหยัดเวลาการรักษาได้มาก
แต่ในกรณีที่ปล่อยฟันหลอไว้นานจนกระดูกเดิมบางมากๆ (เหลือความหนาเพียง 1-3 มิลลิเมตร) จะไม่สามารถฝังรากเทียมได้ทันที จำเป็นต้องทำการยกไซนัสและเสริมกระดูกทิ้งไว้ก่อน จากนั้นรอให้กระดูกใหม่แข็งแรงเต็มที่ 4-6 เดือน จึงจะกลับมาเข้าสู่ขั้นตอนการฝังรากฟันเทียมได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงในภายหลัง
สรุป
การ ยกไซนัส ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรืออันตราย แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมรากฐานให้แข็งแรง เพื่อให้การทำรากฟันเทียมประสบความสำเร็จและใช้งานได้ยาวนาน หากรู้ตัวว่าสูญเสียฟันกรามบนไปนาน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนกระดูกละลายมากขึ้น ยิ่งเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์เร็วเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาที่ง่ายและใช้เวลาน้อยลงก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


