มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม เช็กข้อควรระวังและวิธีเตรียมตัว

Petcharadentalclinic • November 4, 2026

มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม เช็กข้อควรระวังและวิธีเตรียมตัว

มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม เช็กข้อควรระวังและวิธีเตรียมตัว

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุหรือมีปัญหาสูญเสียฟันแท้ หลายคนต้องการฟื้นฟูสุขภาพช่องปากด้วยการทำรากฟันเทียมเพื่อให้กลับมาบดเคี้ยวอาหารได้เป็นปกติ แต่สิ่งที่มักสร้างความกังวลใจและทำให้ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ คือคำถามที่ว่า มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภาวะกระดูกพรุน


ในอดีต โรคประจำตัวเรื้อรังเหล่านี้อาจเคยถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ แต่ด้วยความก้าวหน้าของวงการทันตกรรมรากเทียมร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กนำวิถีด้วยระบบดิจิทัล ทำให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวสามารถเข้ารับการฝังรากฟันเทียมได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จสูง ขอเพียงควบคุมอาการของโรคให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีการเตรียมตัวอย่างถูกต้อง


==================================================

มีโรคประจำตัวทำรากฟันเทียมได้ไหม คลายข้อสงสัยที่ผู้ป่วยกังวลมากที่สุด

==================================================

คำตอบของคำถามนี้คือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่สามารถทำรากฟันเทียมได้ หากโรคนั้นๆ ได้รับการดูแลรักษาและควบคุมอาการให้อยู่ในสภาวะสงบหรือคงที่ (Well-controlled Condition)


สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ แต่อยู่ที่ระดับความรุนแรงของโรคในปัจจุบัน การรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่างทันตแพทย์กับแพทย์ประจำตัวในการประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนทำการผ่าตัด


การตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด การตรวจเลือดเพื่อดูค่าทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง และการแจ้งประวัติการรักษาตลอดจนรายการยาทุกชนิดที่รับประทานอยู่ จะช่วยให้ทันตแพทย์สามารถวางแผนขั้นตอนการรักษา การเลือกชนิดของยาชา และการใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


==================================================

ข้อควรรู้และเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

==================================================

โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้แผลผ่าตัดหายช้า เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างกระดูกรอบผิวรากเทียม (Osseointegration)

เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัยในการทำรากฟันเทียม

ทันตแพทย์จะพิจารณาค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด หรือค่า HbA1c (Hemoglobin A1c) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการควบคุมน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา

  • ค่า HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7.0: ถือเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดรากฟันเทียมและการสมานของกระดูกแทบไม่แตกต่างจากผู้ที่มีสุขภาพปกติ
  • ค่า HbA1c ระหว่างร้อยละ 7.0 ถึง 8.0: สามารถทำรากฟันเทียมได้ แต่ทันตแพทย์จะเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนและหลังผ่าตัด รวมถึงติดตามผลการสมานแผลอย่างใกล้ชิด
  • ค่า HbA1c สูงกว่าร้อยละ 8.0 ขึ้นไป: แนะนำให้ชะลอการผ่าตัดรากฟันเทียมไว้ก่อน โดยส่งปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อปรับยาและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ระดับน้ำตาลลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยก่อนเริ่มการรักษา

นอกจากนี้ ในเช้าวันผ่าตัด ผู้ป่วยควรตรวจระดับน้ำตาลปลายนิ้ว (Fasting Blood Sugar) โดยควรมีค่าต่ำกว่า 140 ถึง 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะทำหัตถการ


==================================================

การดูแลความดันโลหิตและข้อควรระวังเรื่องยาละลายลิ่มเลือด

==================================================

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ความกังวลมักอยู่ที่ระดับความดันโลหิตที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากความเครียด และภาวะเลือดหยุดยากจากการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด


การควบคุมระดับความดันโลหิต

  • ความดันโลหิตในวันผ่าตัดควรควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรืออย่างน้อยไม่เกิน 160/100 มิลลิเมตรปรอท
  • ผู้ป่วยต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตตามปกติในตอนเช้าของวันผ่าตัด ห้ามงดยาเองเด็ดขาด
  • หากผู้ป่วยมีความกังวลหรือตื่นเต้นมาก ทันตแพทย์อาจให้นั่งพัก ปรับสภาพอารมณ์ หรือใช้ยาคลายกังวลก่อนเริ่มหัตถการ เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงเฉียบพลัน


ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาละลายลิ่มเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด

ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่เคยใส่ขดลวดหัวใจ มักรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน, โคลพิโดเกรล) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน หรือยากลุ่มใหม่ NOACs)

  • ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด: การหยุดยาเองอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การประสานงานกับแพทย์ประจำตัว: ทันตแพทย์จะทำหนังสือส่งตัวปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินความเสี่ยง หากผู้ป่วยทานยาวาร์ฟารินจะต้องตรวจวัดค่าการแข็งตัวของเลือด (ค่า INR) โดยค่าที่ปลอดภัยสำหรับการทำหัตถการมักอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.0 ถึง 3.0
  • เทคนิคการห้ามเลือดเฉพาะที่: ในปัจจุบันการผ่าตัดรากฟันเทียมมักเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก และทันตแพทย์มีอุปกรณ์ช่วยห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น วัสดุเจลาตินสปอนจ์ และการเย็บปิดแผลอย่างแน่นหนา ทำให้หลายเคสไม่จำเป็นต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือดเลย

==================================================

โรคกระดูกพรุนกับการทำรากฟันเทียม ภาวะกระดูกขากรรไกรตายที่ต้องระวัง

==================================================

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ทำให้มวลกระดูกและความหนาแน่นของกระดูกลดลง แต่ตัวโรคกระดูกพรุนเองไม่ได้เป็นข้อห้ามในการทำรากฟันเทียม เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังคงมีความสามารถในการสร้างเนื้อกระดูกมายึดเกาะกับผิวรากเทียมได้ดี


สิ่งที่ทันตแพทย์ให้ความสำคัญและต้องระมัดระวังสูงสุดคือ ยารักษาโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ทั้งชนิด

รับประทานและชนิดฉีด ตลอดจนยาชีววัตถุอย่างเดโนซูแมบ (Denosumab)


ยากลุ่มนี้ทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) ทำให้กระดูกไม่เกิดการหมุนเวียนสร้างใหม่ หากมีการผ่าตัดกระทบกระดูกขากรรไกร อาจส่งผลให้แผลผ่าตัดไม่สมานตัวและเกิด ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา (Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw หรือ MRONJ) ซึ่งจะมีกระดูกโผล่ มีหนอง และติดเชื้อเรื้อรัง


ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุนมานานเกิน 3 ถึง 4 ปี หรือผู้ที่ได้รับยาชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ต้องแจ้งข้อมูลแก่ทันตแพทย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินความเสี่ยงและอาจต้องตรวจเลือดดูค่าตัวบ่งชี้การสร้างกระดูก หรือวางแผนการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์เนื้อเยื่ออย่างรัดกุมที่สุด

==================================================

ตารางสรุปเกณฑ์ความปลอดภัยและการเตรียมตัวสำหรับโรคประจำตัวแต่ละกลุ่ม

==================================================

โรคเบาหวาน:

  • เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ค่า HbA1c น้อยกว่าร้อยละ 7.0 ถึง 7.5
  • ข้อควรระวังสำคัญ: แผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อรอบรากเทียม
  • แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ทานอาหารและยาเบาหวานตามปกติ ตรวจน้ำตาลเช้าวันทำ

ความดันโลหิตสูง:

  • เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ความดันต่ำกว่า 140/90 (ไม่เกิน 160/100)
  • ข้อควรระวังสำคัญ: ความเครียดทำให้ความดันพุ่ง เลือดออกมาก
  • แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ทานยาลดความดันตามปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด

โรคหัวใจ / หลอดเลือด:

  • เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: อาการคงที่ ไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
  • ข้อควรระวังสำคัญ: เลือดหยุดยากจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ตรวจค่า INR ตามแพทย์สั่ง

โรคกระดูกพรุน:

  • เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: สภาพกระดูกขากรรไกรมีมวลเพียงพอ
  • ข้อควรระวังสำคัญ: ภาวะกระดูกตายจากยากลุ่ม Bisphosphonate
  • แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: นำชื่อยาและประวัติการใช้ยามาแจ้งทันตแพทย์อย่างละเอียด

โรคไตวายเรื้อรัง:

  • เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ได้รับการฟอกเลือดสม่ำเสมอ ผลเลือดคงที่
  • ข้อควรระวังสำคัญ: ภาวะซีด ภูมิคุ้มกันต่ำ และยาที่ใช้ในการฟอกไต
  • แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ผ่าตัดในวันถัดไปหลังการฟอกไต เพื่อหลีกเลี่ยงฤทธิ์ยา Heparin


==================================================

แนวทางการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมอย่างปลอดภัย

==================================================

การเตรียมความพร้อมที่ดีตั้งแต่ก่อนวันผ่าตัดจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมหาศาล และทำให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น

  • นำประวัติการรักษาและยาทุกชนิดมาพบทันตแพทย์: รวบรวมรายชื่อยาที่รับประทานประจำ ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาต้ม ยาสมุนไพร วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี แปะก๊วย ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เลือดหยุดยาก) มาให้ทันตแพทย์ตรวจสอบในวันตรวจประเมิน
  • รับประทานอาหารเช้าและยาประจำตัวตามปกติ: ในวันผ่าตัดควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายให้อิ่มพอดี เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรืออาการวิงเวียน และรับประทานยาประจำตัวตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • รักษาความสะอาดช่องปากล่วงหน้า: ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรากฟันเทียม ควรขูดหินปูนและรักษาเหงือกอักเสบหรือฟันผุในซี่อื่นๆ ให้เรียบร้อย เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียสะสมในช่องปาก
  • งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะสารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกระดูกและเหงือกได้น้อยลงอย่างมาก เพิ่มอัตราความล้มเหลวของรากเทียม
  • เตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายและมีผู้ติดตาม: สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายตัว และควรมีญาติหรือผู้ติดตามเดินทางมาด้วย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านหลังผ่าตัด


==================================================

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายไว

==================================================

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว การดูแลสุขอนามัยและปฏิบัติตามคำแนะนำหลังผ่าตัดมีความสำคัญมากกว่าคนทั่วไปเป็นเท่าตัว

  • รับประทานยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดให้ครบถ้วน: ทานยาปฏิชีวนะตรงเวลาจนหมดชุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน และทานยาแก้ปวดลดการอักเสบตามที่ทันตแพทย์จัดให้อย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดช่วงเวลาพักฟื้น เพื่อสนับสนุนกระบวนการสมานแผลของร่างกาย
  • ประคบเย็นและกัดผ้าก๊อซให้แน่น: กัดผ้าก๊อซต่อเนื่อง 1 ถึง 2 ชั่วโมง และประคบเย็นบริเวณแก้มในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเนื้อนุ่ม: ทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น ปลานึ่ง เต้าหู้ ซุป หรือไข่ตุ๋น หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด และอาหารร้อน
  • รักษาความสะอาดอย่างนุ่มนวล: แปรงฟันซี่อื่นๆ ตามปกติ แต่เว้นการแปรงบริเวณแผลผ่าตัดในช่วงสัปดาห์แรก โดยให้ใช้น้ำยาบ้วนปากต้านเชื้อแบคทีเรียกลั้วปากอย่างนุ่มนวลแทน
  • มาพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย: ติดตามการสมานของเนื้อเยื่อเหงือกและตัดไหมตามกำหนด หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดบวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือมีเลือดไหลไม่หยุด ควรรีบติดต่อคลินิกทันที


==================================================

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคประจำตัวและการทำรากฟันเทียม

==================================================

ผู้สูงอายุที่มีหลายโรคประจำตัวพร้อมกัน สามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

สามารถทำได้ หากทุกโรคได้รับการดูแลและควบคุมจากแพทย์อย่างดี ทันตแพทย์จะใช้เทคนิคการผ่าตัดดิจิทัลนำวิถี (Computer-Guided Surgery) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ไม่ต้องกรีดเปิดเหงือกกว้าง ทำให้เลือดออกน้อยมาก เจ็บน้อย และใช้เวลาผ่าตัดสั้นลง ผู้สูงอายุจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว


หากแพทย์ประจำตัวไม่อนุญาตให้หยุดยาละลายลิ่มเลือด จะยังทำรากฟันเทียมได้ไหม?

ในปัจจุบัน การฝังรากฟันเทียมแบบเดี่ยว 1 ถึง 2 ซี่มักไม่จำเป็นต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือด โดยทันตแพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดอย่างนุ่มนวลและใช้วัสดุห้ามเลือดเฉพาะที่ร่วมกับการเย็บแผลอย่างแน่นหนา ซึ่งมีความปลอดภัยสูงและไม่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในร่างกาย


ทำไมคนเป็นโรคเบาหวานถึงต้องตรวจค่า HbA1c ก่อนทำรากฟันเทียม?

เพราะระดับน้ำตาลสะสม HbA1c สะท้อนถึงการควบคุมน้ำตาลในระยะยาวที่แท้จริง ต่างจากการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่อาจผันผวนตามมื้ออาหาร ค่า HbA1c ที่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 แสดงว่าระบบหลอดเลือดและภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ดี ทำให้กระดูกสามารถเชื่อมติดกับผิวรากเทียมได้อย่างมั่นคงแข็งแรง


การฝังรากฟันเทียมในผู้ป่วยกระดูกพรุน มีโอกาสหลุดมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่?

งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า อัตราความสำเร็จของรากฟันเทียมในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระดูกจะมีความหนาแน่นน้อยกว่า แต่ทันตแพทย์จะเลือกใช้รากเทียมที่มีการออกแบบเกลียวพิเศษและเทคนิคการฝังที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะขั้นต้น ทำให้รากเทียมยึดแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การมีโรคประจำตัวไม่ใช่ข้อห้ามที่ปิดกั้นโอกาสในการมีรอยยิ้มและสุขภาพฟันที่ดีอีกต่อไป การตรวจประเมินอย่างละเอียดและการดูแลภายใต้การวางแผนร่วมกันระหว่างทันตแพทย์เฉพาะทางและแพทย์ประจำตัว จะช่วยให้การทำรากฟันเทียมเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และคืนคุณภาพชีวิตในการรับประทานอาหารได้อย่างแท้จริง หากท่านมีโรคประจำตัวและต้องการปรึกษาแนวทางการทำรากฟันเทียม


สามารถนัดหมายเพื่อตรวจประเมินสุขภาพช่องปากได้ที่ เพ็ชราคลินิก


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 โทร. 094-741-9369


 เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: 
https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8

ปรึกษาทันตแพทย์

บทความอื่นๆ

all-on-4-all-on-6-full-mouth-dental-implants-guide
By Petcharadentalclinic • November 3, 2026
รากฟันเทียมทั้งปาก All-on-4 และ All-on-6 คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เหมาะกับใคร ช่วยให้เคี้ยวอาหารได้ทันทีจริงไหม พร้อมสรุปข้อดี ขั้นตอนรักษา และค่าใช้จ่าย
ฟันคุดแนวนอน
By Petcharadentalclinic • November 2, 2026
ฟันคุดแนวนอนและฟันคุดติดเส้นประสาท ผ่ายากไหม เสี่ยงปากชาจริงหรือไม่? ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเทคนิคผ่าตัด การประเมินด้วยเอกซเรย์ และการดูแลป้องกันผลข้างเคียง
หินปูนใต้เหงือก
By Petcharadentalclinic • November 1, 2026
หินปูนใต้เหงือก (Subgingival Calculus) คืออะไร? ทำไมแปรงฟันสะอาดแต่มองไม่เห็น ทำความเข้าใจกลไกทำลายกระดูกเบ้าฟันจนฟันโยก พร้อมวิธีรักษาด้วยการเกลารากฟัน