มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม เช็กข้อควรระวังและวิธีเตรียมตัว
มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม เช็กข้อควรระวังและวิธีเตรียมตัว

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุหรือมีปัญหาสูญเสียฟันแท้ หลายคนต้องการฟื้นฟูสุขภาพช่องปากด้วยการทำรากฟันเทียมเพื่อให้กลับมาบดเคี้ยวอาหารได้เป็นปกติ แต่สิ่งที่มักสร้างความกังวลใจและทำให้ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ คือคำถามที่ว่า มีโรคประจำตัว ทำรากฟันเทียมได้ไหม โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภาวะกระดูกพรุน
ในอดีต โรคประจำตัวเรื้อรังเหล่านี้อาจเคยถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ แต่ด้วยความก้าวหน้าของวงการทันตกรรมรากเทียมร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กนำวิถีด้วยระบบดิจิทัล ทำให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวสามารถเข้ารับการฝังรากฟันเทียมได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จสูง ขอเพียงควบคุมอาการของโรคให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีการเตรียมตัวอย่างถูกต้อง
==================================================
มีโรคประจำตัวทำรากฟันเทียมได้ไหม คลายข้อสงสัยที่ผู้ป่วยกังวลมากที่สุด
==================================================
คำตอบของคำถามนี้คือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่สามารถทำรากฟันเทียมได้ หากโรคนั้นๆ ได้รับการดูแลรักษาและควบคุมอาการให้อยู่ในสภาวะสงบหรือคงที่ (Well-controlled Condition)
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ แต่อยู่ที่ระดับความรุนแรงของโรคในปัจจุบัน การรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่างทันตแพทย์กับแพทย์ประจำตัวในการประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนทำการผ่าตัด
การตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด การตรวจเลือดเพื่อดูค่าทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง และการแจ้งประวัติการรักษาตลอดจนรายการยาทุกชนิดที่รับประทานอยู่ จะช่วยให้ทันตแพทย์สามารถวางแผนขั้นตอนการรักษา การเลือกชนิดของยาชา และการใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
==================================================
ข้อควรรู้และเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
==================================================
โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้แผลผ่าตัดหายช้า เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างกระดูกรอบผิวรากเทียม (Osseointegration)
เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัยในการทำรากฟันเทียม
ทันตแพทย์จะพิจารณาค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด หรือค่า HbA1c (Hemoglobin A1c) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการควบคุมน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา
- ค่า HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7.0: ถือเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดรากฟันเทียมและการสมานของกระดูกแทบไม่แตกต่างจากผู้ที่มีสุขภาพปกติ
- ค่า HbA1c ระหว่างร้อยละ 7.0 ถึง 8.0: สามารถทำรากฟันเทียมได้ แต่ทันตแพทย์จะเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนและหลังผ่าตัด รวมถึงติดตามผลการสมานแผลอย่างใกล้ชิด
- ค่า HbA1c สูงกว่าร้อยละ 8.0 ขึ้นไป: แนะนำให้ชะลอการผ่าตัดรากฟันเทียมไว้ก่อน โดยส่งปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อปรับยาและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ระดับน้ำตาลลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยก่อนเริ่มการรักษา
นอกจากนี้ ในเช้าวันผ่าตัด ผู้ป่วยควรตรวจระดับน้ำตาลปลายนิ้ว (Fasting Blood Sugar) โดยควรมีค่าต่ำกว่า 140 ถึง 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะทำหัตถการ
==================================================
การดูแลความดันโลหิตและข้อควรระวังเรื่องยาละลายลิ่มเลือด
==================================================
สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ความกังวลมักอยู่ที่ระดับความดันโลหิตที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากความเครียด และภาวะเลือดหยุดยากจากการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด
การควบคุมระดับความดันโลหิต
- ความดันโลหิตในวันผ่าตัดควรควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรืออย่างน้อยไม่เกิน 160/100 มิลลิเมตรปรอท
- ผู้ป่วยต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตตามปกติในตอนเช้าของวันผ่าตัด ห้ามงดยาเองเด็ดขาด
- หากผู้ป่วยมีความกังวลหรือตื่นเต้นมาก ทันตแพทย์อาจให้นั่งพัก ปรับสภาพอารมณ์ หรือใช้ยาคลายกังวลก่อนเริ่มหัตถการ เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงเฉียบพลัน
ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาละลายลิ่มเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่เคยใส่ขดลวดหัวใจ มักรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน, โคลพิโดเกรล) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน หรือยากลุ่มใหม่ NOACs)
- ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด: การหยุดยาเองอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- การประสานงานกับแพทย์ประจำตัว: ทันตแพทย์จะทำหนังสือส่งตัวปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินความเสี่ยง หากผู้ป่วยทานยาวาร์ฟารินจะต้องตรวจวัดค่าการแข็งตัวของเลือด (ค่า INR) โดยค่าที่ปลอดภัยสำหรับการทำหัตถการมักอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.0 ถึง 3.0
- เทคนิคการห้ามเลือดเฉพาะที่: ในปัจจุบันการผ่าตัดรากฟันเทียมมักเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก และทันตแพทย์มีอุปกรณ์ช่วยห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น วัสดุเจลาตินสปอนจ์ และการเย็บปิดแผลอย่างแน่นหนา ทำให้หลายเคสไม่จำเป็นต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือดเลย
==================================================
โรคกระดูกพรุนกับการทำรากฟันเทียม ภาวะกระดูกขากรรไกรตายที่ต้องระวัง
==================================================
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ทำให้มวลกระดูกและความหนาแน่นของกระดูกลดลง แต่ตัวโรคกระดูกพรุนเองไม่ได้เป็นข้อห้ามในการทำรากฟันเทียม เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังคงมีความสามารถในการสร้างเนื้อกระดูกมายึดเกาะกับผิวรากเทียมได้ดี
สิ่งที่ทันตแพทย์ให้ความสำคัญและต้องระมัดระวังสูงสุดคือ ยารักษาโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ทั้งชนิด
รับประทานและชนิดฉีด ตลอดจนยาชีววัตถุอย่างเดโนซูแมบ (Denosumab)
ยากลุ่มนี้ทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) ทำให้กระดูกไม่เกิดการหมุนเวียนสร้างใหม่ หากมีการผ่าตัดกระทบกระดูกขากรรไกร อาจส่งผลให้แผลผ่าตัดไม่สมานตัวและเกิด ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากการใช้ยา (Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw หรือ MRONJ) ซึ่งจะมีกระดูกโผล่ มีหนอง และติดเชื้อเรื้อรัง
ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุนมานานเกิน 3 ถึง 4 ปี หรือผู้ที่ได้รับยาชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ต้องแจ้งข้อมูลแก่ทันตแพทย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินความเสี่ยงและอาจต้องตรวจเลือดดูค่าตัวบ่งชี้การสร้างกระดูก หรือวางแผนการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์เนื้อเยื่ออย่างรัดกุมที่สุด
==================================================
ตารางสรุปเกณฑ์ความปลอดภัยและการเตรียมตัวสำหรับโรคประจำตัวแต่ละกลุ่ม
==================================================
โรคเบาหวาน:
- เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ค่า HbA1c น้อยกว่าร้อยละ 7.0 ถึง 7.5
- ข้อควรระวังสำคัญ: แผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อรอบรากเทียม
- แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ทานอาหารและยาเบาหวานตามปกติ ตรวจน้ำตาลเช้าวันทำ
ความดันโลหิตสูง:
- เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ความดันต่ำกว่า 140/90 (ไม่เกิน 160/100)
- ข้อควรระวังสำคัญ: ความเครียดทำให้ความดันพุ่ง เลือดออกมาก
- แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ทานยาลดความดันตามปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
โรคหัวใจ / หลอดเลือด:
- เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: อาการคงที่ ไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
- ข้อควรระวังสำคัญ: เลือดหยุดยากจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ตรวจค่า INR ตามแพทย์สั่ง
โรคกระดูกพรุน:
- เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: สภาพกระดูกขากรรไกรมีมวลเพียงพอ
- ข้อควรระวังสำคัญ: ภาวะกระดูกตายจากยากลุ่ม Bisphosphonate
- แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: นำชื่อยาและประวัติการใช้ยามาแจ้งทันตแพทย์อย่างละเอียด
โรคไตวายเรื้อรัง:
- เกณฑ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม: ได้รับการฟอกเลือดสม่ำเสมอ ผลเลือดคงที่
- ข้อควรระวังสำคัญ: ภาวะซีด ภูมิคุ้มกันต่ำ และยาที่ใช้ในการฟอกไต
- แนวทางการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ผ่าตัดในวันถัดไปหลังการฟอกไต เพื่อหลีกเลี่ยงฤทธิ์ยา Heparin
==================================================
แนวทางการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมอย่างปลอดภัย
==================================================
การเตรียมความพร้อมที่ดีตั้งแต่ก่อนวันผ่าตัดจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมหาศาล และทำให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น
- นำประวัติการรักษาและยาทุกชนิดมาพบทันตแพทย์: รวบรวมรายชื่อยาที่รับประทานประจำ ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาต้ม ยาสมุนไพร วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี แปะก๊วย ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เลือดหยุดยาก) มาให้ทันตแพทย์ตรวจสอบในวันตรวจประเมิน
- รับประทานอาหารเช้าและยาประจำตัวตามปกติ: ในวันผ่าตัดควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายให้อิ่มพอดี เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรืออาการวิงเวียน และรับประทานยาประจำตัวตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- รักษาความสะอาดช่องปากล่วงหน้า: ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรากฟันเทียม ควรขูดหินปูนและรักษาเหงือกอักเสบหรือฟันผุในซี่อื่นๆ ให้เรียบร้อย เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียสะสมในช่องปาก
- งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะสารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกระดูกและเหงือกได้น้อยลงอย่างมาก เพิ่มอัตราความล้มเหลวของรากเทียม
- เตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายและมีผู้ติดตาม: สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายตัว และควรมีญาติหรือผู้ติดตามเดินทางมาด้วย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านหลังผ่าตัด
==================================================
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายไว
==================================================
สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว การดูแลสุขอนามัยและปฏิบัติตามคำแนะนำหลังผ่าตัดมีความสำคัญมากกว่าคนทั่วไปเป็นเท่าตัว
- รับประทานยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดให้ครบถ้วน: ทานยาปฏิชีวนะตรงเวลาจนหมดชุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน และทานยาแก้ปวดลดการอักเสบตามที่ทันตแพทย์จัดให้อย่างเคร่งครัด
- ควบคุมโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดช่วงเวลาพักฟื้น เพื่อสนับสนุนกระบวนการสมานแผลของร่างกาย
- ประคบเย็นและกัดผ้าก๊อซให้แน่น: กัดผ้าก๊อซต่อเนื่อง 1 ถึง 2 ชั่วโมง และประคบเย็นบริเวณแก้มในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเนื้อนุ่ม: ทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น ปลานึ่ง เต้าหู้ ซุป หรือไข่ตุ๋น หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด และอาหารร้อน
- รักษาความสะอาดอย่างนุ่มนวล: แปรงฟันซี่อื่นๆ ตามปกติ แต่เว้นการแปรงบริเวณแผลผ่าตัดในช่วงสัปดาห์แรก โดยให้ใช้น้ำยาบ้วนปากต้านเชื้อแบคทีเรียกลั้วปากอย่างนุ่มนวลแทน
- มาพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย: ติดตามการสมานของเนื้อเยื่อเหงือกและตัดไหมตามกำหนด หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดบวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือมีเลือดไหลไม่หยุด ควรรีบติดต่อคลินิกทันที
==================================================
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคประจำตัวและการทำรากฟันเทียม
==================================================
ผู้สูงอายุที่มีหลายโรคประจำตัวพร้อมกัน สามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?
สามารถทำได้ หากทุกโรคได้รับการดูแลและควบคุมจากแพทย์อย่างดี ทันตแพทย์จะใช้เทคนิคการผ่าตัดดิจิทัลนำวิถี (Computer-Guided Surgery) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ไม่ต้องกรีดเปิดเหงือกกว้าง ทำให้เลือดออกน้อยมาก เจ็บน้อย และใช้เวลาผ่าตัดสั้นลง ผู้สูงอายุจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
หากแพทย์ประจำตัวไม่อนุญาตให้หยุดยาละลายลิ่มเลือด จะยังทำรากฟันเทียมได้ไหม?
ในปัจจุบัน การฝังรากฟันเทียมแบบเดี่ยว 1 ถึง 2 ซี่มักไม่จำเป็นต้องหยุดยาต้านเกล็ดเลือด โดยทันตแพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดอย่างนุ่มนวลและใช้วัสดุห้ามเลือดเฉพาะที่ร่วมกับการเย็บแผลอย่างแน่นหนา ซึ่งมีความปลอดภัยสูงและไม่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในร่างกาย
ทำไมคนเป็นโรคเบาหวานถึงต้องตรวจค่า HbA1c ก่อนทำรากฟันเทียม?
เพราะระดับน้ำตาลสะสม HbA1c สะท้อนถึงการควบคุมน้ำตาลในระยะยาวที่แท้จริง ต่างจากการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่อาจผันผวนตามมื้ออาหาร ค่า HbA1c ที่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 แสดงว่าระบบหลอดเลือดและภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ดี ทำให้กระดูกสามารถเชื่อมติดกับผิวรากเทียมได้อย่างมั่นคงแข็งแรง
การฝังรากฟันเทียมในผู้ป่วยกระดูกพรุน มีโอกาสหลุดมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่?
งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า อัตราความสำเร็จของรากฟันเทียมในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระดูกจะมีความหนาแน่นน้อยกว่า แต่ทันตแพทย์จะเลือกใช้รากเทียมที่มีการออกแบบเกลียวพิเศษและเทคนิคการฝังที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะขั้นต้น ทำให้รากเทียมยึดแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีโรคประจำตัวไม่ใช่ข้อห้ามที่ปิดกั้นโอกาสในการมีรอยยิ้มและสุขภาพฟันที่ดีอีกต่อไป การตรวจประเมินอย่างละเอียดและการดูแลภายใต้การวางแผนร่วมกันระหว่างทันตแพทย์เฉพาะทางและแพทย์ประจำตัว จะช่วยให้การทำรากฟันเทียมเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และคืนคุณภาพชีวิตในการรับประทานอาหารได้อย่างแท้จริง หากท่านมีโรคประจำตัวและต้องการปรึกษาแนวทางการทำรากฟันเทียม
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจประเมินสุขภาพช่องปากได้ที่ เพ็ชราคลินิก
- เพ็ชราคลินิก (Petchara Dental Clinic)
- "Redesign your Smile by Specialists"
- 📞 โทรศัพท์: 094-7419369
- 💭 Line Official: @Petchara (https://line.me/ti/p/@Petchara)
- 📍 แผนที่คลินิก: https://maps.app.goo.gl/4hJvJWAh4pNRvFxH7
- 🌐 เว็บไซต์: https://www.petcharadentalclinic.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


