หินปูนใต้เหงือก คืออะไร ทำไมมองไม่เห็น ภัยเงียบทำลายกระดูกเบ้าฟัน

Petcharadentalclinic • November 1, 2026

หินปูนใต้เหงือก คืออะไร ทำไมมองไม่เห็น ภัยเงียบทำลายกระดูกเบ้าฟัน


หินปูนใต้เหงือก คืออะไร ทำไมมองไม่เห็น ภัยเงียบทำลายกระดูกเบ้าฟัน

หลายคนที่ดูแลสุขภาพฟันเป็นอย่างดี แปรงฟันวันละสองเวลา และเมื่อส่องกระจกดูก็พบว่าผิวฟันขาวสะอาด ไม่มีคราบหินปูนสีเหลืองเกาะให้เห็น แต่กลับต้องตกใจเมื่อทันตแพทย์แจ้งว่ากำลังเผชิญกับภาวะกระดูกเบ้าฟันละลายตัวและเป็นโรคปริทันต์ขั้นรุนแรง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและสร้างความสงสัยให้แก่ผู้ป่วยจำนวนมาก


ต้นตอสำคัญของปัญหานี้คือ หินปูนใต้เหงือก (Subgingival Calculus) ภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ลึกเกินกว่าสายตาจะมองเห็นและเกินกว่าที่ขนแปรงสีฟันจะเข้าถึง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา หินปูนชนิดนี้จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นให้ร่างกายทำลายกระดูกเบ้าฟันของตนเองอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ปัญหาฟันโยกคลอนและสูญเสียฟันแท้ในที่สุด


==================================================

หินปูนใต้เหงือก ภัยเงียบซ่อนลึกที่อันตรายกว่าหินปูนทั่วไปหลายเท่า

==================================================

ในทางทันตวิทยา คราบหินปูนในช่องปากถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักตามตำแหน่งทางกายวิภาค ได้แก่ หินปูนเหนือเหงือก (Supragingival Calculus) ซึ่งเป็นคราบหินปูนสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อนที่เกาะอยู่บนผิวเคลือบฟันเหนือบัวเหงือก สามารถมองเห็นได้ง่าย และหินปูนใต้เหงือก (Subgingival Calculus) ซึ่งก่อตัวและสะสมอยู่ใต้แนวขอบเหงือกลงไปตามผิวรากฟัน


หินปูนใต้เหงือกมีความแตกต่างจากหินปูนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ขององค์ประกอบทางเคมีและระดับความอันตราย โดยหินปูนชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากแร่ธาตุในน้ำลายเป็นหลัก แต่เกิดจากการที่แผ่นคราบจุลินทรีย์ดูดซับแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสเฟตจากของเหลวในร่องเหงือก (Gingival Crevicular Fluid) ผสมผสานเข้ากับเม็ดเลือดแดงที่แตกตัวจากการอักเสบ


ด้วยเหตุนี้ หินปูนใต้เหงือกจึงมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง มีความหนาแน่นสูง ยึดเกาะกับผิวเคลือบรากฟันอย่างเหนียวแน่นเป็นพิเศษ และมักมีสีน้ำตาลไหม้ สีเขียวขี้ม้า หรือสีดำคล้ำ ซึ่งเป็นสีของสารประกอบฮีโมโกลบินจากเลือดที่สะสมตกผลึกมาอย่างยาวนาน


==================================================

ทำไมแปรงฟันสะอาดทุกวันแต่มองไม่เห็นหินปูนใต้เหงือกด้วยตาเปล่า

==================================================

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยล่วงรู้ว่าตนเองมีหินปูนใต้เหงือกสะสมอยู่ เกิดจากปัจจัยทางกายวิภาคและข้อจำกัดของการทำความสะอาดด้วยตนเอง

  • ตำแหน่งที่ซ่อนอยู่ใต้ขอบเหงือก: หินปูนชนิดนี้ฝังตัวอยู่ในร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Pocket) ซึ่งมีขอบเหงือกสีชมพูปิดทับไว้ด้านนอก เมื่อมองผ่านกระจกจึงเห็นเพียงผิวฟันส่วนบนที่ดูสะอาดเรียบร้อย
  • ข้อจำกัดของขนแปรงสีฟัน: แม้จะเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและแปรงอย่างพิถีพิถันเพียงใด ปลายขนแปรงสีฟันทั่วไปสามารถซอนไซลงไปใต้ขอบเหงือกได้ลึกเพียง 1 ถึง 2 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ร่องลึกปริทันต์ที่มีหินปูนฝังตัวมักมีความลึกตั้งแต่ 4 ถึง 9 มิลลิเมตรขึ้นไป ขนแปรงจึงไม่สามารถสัมผัสหรือปัดกวาดคราบเหล่านี้ออกได้เลย
  • การขาดความเจ็บปวดในระยะแรก: หินปูนใต้เหงือกจะค่อยๆ สะสมตัวทีละน้อยอย่างช้าๆ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการปวดฟันเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าช่องปากของตนเองยังคงมีสุขภาพดี

การตรวจพบหินปูนใต้เหงือกจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจโดยทันตแพทย์ ซึ่งจะใช้เครื่องมือวัดร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Probe) สอดลงไปสำรวจความลึกและสัมผัสความขรุขระตามผิวรากฟัน ควบคู่ไปกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ ซึ่งจะมองเห็นหินปูนใต้เหงือกปรากฏเป็นเดือยหรือติ่งเงาสีขาวขรุขระยื่นออกมาจากด้านข้างของรากฟันอย่างชัดเจน


==================================================

กลไกการทำลายกระดูกเบ้าฟัน จุดเริ่มต้นของการสูญเสียฟันแท้ถาวร

==================================================

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ หลายคนคิดว่าตัวก้อนหินปูนเป็นสารเคมีที่กัดกร่อนกระดูกฟันโดยตรง แต่แท้จริงแล้ว หินปูนทำหน้าที่เสมือนรังเพาะพันธุ์และเกราะคุ้มกันชั้นยอดให้แก่เชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ไม่ใช้ออกซิเจนที่มีความร้ายแรงสูง

  • พื้นผิวที่เป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ: ก้อนหินปูนใต้เหงือกมีโครงสร้างจุลภาคที่ขรุขระและเต็มไปด้วยรูพรุนนับล้าน ทำให้แบคทีเรียสามารถเกาะยึด ฝังตัว และสร้างฟิล์มชีวภาพที่สารเคมีหรือน้ำยาบ้วนปากทั่วไปไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้
  • การหลั่งสารพิษกระตุ้นการอักเสบ: เชื้อแบคทีเรียในหินปูนใต้เหงือกจะปล่อยสารพิษกลุ่มไลโปโพลีแซกคาไรด์ (LPS) ออกมาทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำลายกระดูกตัวเอง: เมื่อร่างกายตรวจพบสารพิษแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาวและหลั่งสารสื่ออักเสบ (Cytokines เช่น IL-1, TNF-alpha) เข้ามาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ผลข้างเคียงของสารสื่ออักเสบเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) ให้ทำงานหนักเกินขอบเขต จนเกิดการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟันที่คอยโอบอุ้มรากฟันไว้
  • วงจรอุบาทว์ที่ลุกลามไม่สิ้นสุด: ยิ่งกระดูกเบ้าฟันละลายตัวลง ร่องปริทันต์ก็จะยิ่งลึกขึ้น เปิดพื้นที่ให้แบคทีเรียและหินปูนขยายตัวลงสู่ปลายรากฟันได้ลึกขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดฟันจะสูญเสียฐานรองรับ เกิดการโยกคลอน และต้องถูกถอนออกไปในที่สุด


==================================================

สัญญาณเตือนของหินปูนใต้เหงือกที่สังเกตได้ก่อนลุกลามจนฟันโยก

==================================================

แม้จะไม่สามารถมองเห็นตัวก้อนหินปูนได้โดยตรง แต่ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเหงือก ซึ่งผู้ป่วยสามารถสังเกตความผิดปกติได้ด้วยตนเอง

  • เหงือกมีสีแดงคล้ำหรือม่วง: ขอบเหงือกบริเวณที่มีหินปูนฝังตัวจะมีการคั่งของเลือดจากหลอดเลือดฝอยที่ขยายตัว ทำให้เหงือกเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนกลายเป็นสีแดงเข้ม แดงคล้ำ หรือสีอมม่วง
  • เหงือกบวมหนาแต่นิ่มยวบ: เนื้อเยื่อเหงือกจะสูญเสียความกระชับ แนบไม่สนิทกับผิวฟัน เมื่อใช้สิ่งใดกดเบาๆ จะรู้สึกนิ่มยวบ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนเนื้อเยื่อปกติ
  • เลือดออกหรือมีหนองซึมจากร่องเหงือก: มีเลือดออกง่ายเวลาแปรงฟัน หรือมีของเหลวสีขุ่นคล้ายหนองไหลซึมออกมาจากขอบเหงือกเมื่อใช้นิ้วมือกด
  • มีกลิ่นปากเรื้อรังที่แก้ไม่หาย: เกิดจากแบคทีเรียไม่ใช้ออกซิเจนใต้ร่องเหงือกย่อยสลายโปรตีนจนเกิดก๊าซไข่เน่า (สารประกอบซัลเฟอร์) ทำให้มีกลิ่นปากติดตัวตลอดเวลาแม้เพิ่งแปรงฟันเสร็จ
  • เห็นเงาสีคล้ำทะลุขอบเหงือก: ในผู้ป่วยบางรายที่มีเหงือกค่อนข้างบาง อาจสังเกตเห็นเงาสีเทาคล้ำหรือดำเป็นแนวยาวอยู่ใต้ขอบเหงือก ซึ่งเกิดจากสีก้อนหินปูนใต้เหงือกที่สะท้อนผ่านเนื้อเยื่อออกมา
  • เหงือกร่นและฟันเริ่มขยับตัว: ฟันดูยาวขึ้นจนเห็นช่องว่างระหว่างฟัน และเริ่มรู้สึกว่าฟันโยกเล็กน้อยเวลาเคี้ยวของแข็ง

==================================================

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างหินปูนเหนือเหงือกกับหินปูนใต้เหงือก

==================================================

  • หินปูนเหนือเหงือก (Supragingival):
  • ตำแหน่งที่พบ: บนผิวเคลือบฟันเหนือบัวเหงือก
  • การมองเห็น: มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า
  • สีของก้อนหินปูน: สีขาวนวล สีเหลืองอ่อน หรือสีน้ำตาลอ่อน
  • แหล่งที่มาของแร่ธาตุ: แร่ธาตุแคลเซียมจากน้ำลาย
  • ความแข็งและการยึดเกาะ: แข็งปานกลาง กะเทาะหลุดได้ง่ายกว่า
  • ผลกระทบหลัก: เหงือกอักเสบขอบเหงือก ขาดความงาม
  • วิธีการตรวจพบ: สังเกตด้วยสายตาในการตรวจช่องปาก
  • วิธีการรักษาที่จำเป็น: ขูดหินปูนทั่วไปทั้งปาก (Scaling)
  • หินปูนใต้เหงือก (Subgingival):
  • ตำแหน่งที่พบ: ใต้ขอบเหงือก บนผิวเคลือบรากฟัน
  • การมองเห็น: ซ่อนอยู่ใต้เหงือก มองไม่เห็นในกระจก
  • สีของก้อนหินปูน: สีน้ำตาลเข้ม สีเขียวขี้ม้า หรือสีดำคล้ำ
  • แหล่งที่มาของแร่ธาตุ: ของเหลวในร่องเหงือกและเม็ดเลือดแดง
  • ความแข็งและการยึดเกาะ: แข็งแกร่งมาก แนบสนิทแน่นกับรากฟัน
  • ผลกระทบหลัก: ทำลายกระดูกเบ้าฟัน ฟันโยก โรคปริทันต์
  • วิธีการตรวจพบ: วัดร่องลึกปริทันต์และถ่ายภาพเอกซเรย์
  • วิธีการรักษาที่จำเป็น: เกลารากฟัน (Root Planing) ใต้เหงือก


==================================================

ทำไมการขูดหินปูนธรรมดาจึงรักษาหินปูนใต้เหงือกไม่หาย

==================================================

ผู้ป่วยหลายรายเข้าใจว่าการมาขูดหินปูนปีละหนึ่งถึงสองครั้งจะช่วยรักษาโรคเหงือกได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง การขูดหินปูนทั่วไป (Scaling) ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดคราบหินปูนที่อยู่เหนือขอบเหงือกและใต้เหงือกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


หัวขูดหินปูนด้วยคลื่นความถี่สูงสำหรับการขูดหินปูนทั่วไป มีขนาดและความหนาที่เหมาะสมกับการทำงานในช่องว่างเปิด ไม่สามารถแทรกตัวลึกลงไปในร่องปริทันต์ที่ลึกเกิน 3 มิลลิเมตรได้อย่างปลอดภัย เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเหงือกฉีกขาดและสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง


ดังนั้น หากขูดหินปูนเฉพาะด้านบน แต่ปล่อยให้หินปูนใต้เหงือกยังคงฝังแน่นอยู่บริเวณผิวรากฟัน เชื้อแบคทีเรียก็จะยังคงทำลายกระดูกต่อไปอย่างเงียบๆ โรคเหงือกจะไม่หายขาด และกระดูกเบ้าฟันจะละลายตัวจนเข้าสู่ขั้นวิกฤตโดยไม่รู้ตัว


==================================================

แนวทางการรักษาทางทันตกรรมเพื่อกำจัดหินปูนใต้เหงือกอย่างหมดจด

==================================================

การกำจัดหินปูนใต้เหงือกต้องอาศัยการรักษาเฉพาะทางด้านปริทันต์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและต้องทำโดยทันตแพทย์ที่มีความชำนาญ

การเกลารากฟัน (Root Planing / Deep Cleaning)

เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับโรคปริทันต์ ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึก จากนั้นจะใช้เครื่องมือขูดเฉพาะทางที่มีส่วนปลายเรียวโค้งแนบสนิทกับกายวิภาคของรากฟัน (Curette) สอดลึกลงไปก้นร่องปริทันต์ เพื่อขูดเอาก้อนหินปูนสีดำ สารพิษ และผิวรากฟันส่วนที่ติดเชื้อออกจนเรียบเนียนสนิท เมื่อผิวรากฟันสะอาดและเรียบ ลื่น แบคทีเรียจะไม่สามารถเกาะยึดได้ง่าย และเปิดโอกาสให้เนื้อเยื่อเหงือกกระชับตัวกลับมาแนบกับรากฟัน ร่องปริทันต์จะตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


การผ่าตัดเปิดเหงือกเพื่อทำความสะอาด (Periodontal Flap Surgery)

ในกรณีที่ร่องลึกปริทันต์มีความลึกมากกว่า 6 มิลลิเมตร หรือมีลักษณะกระดูกละลายตัวเป็นหลุมลึกที่เครื่องมือเกลารากฟันเข้าไม่ถึง ทันตแพทย์ปริทันต์จะพิจารณาทำการผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือกออกชั่วคราว เพื่อให้มองเห็นผิวรากฟันและกระดูกที่ติดเชื้อได้อย่างทั่วถึง ขูดคราบหินปูนออกจนหมดจดอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งอาจพิจารณาใส่วัสดุปลูกกระดูกเทียมเพื่อเสริมความแข็งแรง ก่อนเย็บปิดเหงือกกลับเข้าที่เดิม


==================================================

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหินปูนใต้เหงือกและการเกลารากฟัน

==================================================

เกลารากฟันเพื่อกำจัดหินปูนใต้เหงือกเจ็บหรือไม่?

ในระหว่างการทำหัตถการ ทันตแพทย์จะใส่ยาชาเฉพาะที่อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บขณะทำการรักษา ส่วนหลังหมดฤทธิ์ยาชา อาจมีอาการตึงเหงือกหรือเสียวฟันชั่วคราวประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันและรับประทานยาแก้ปวด


การเกลารากฟันต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งจึงจะเสร็จสมบูรณ์?

โดยทั่วไป การเกลารากฟันมักแบ่งทำทีละส่วน เช่น แบ่งเป็น 2 ส่วน (ซีกซ้าย-ซีกขวา) หรือ 4 ส่วน (ตามจตุภาคช่องปาก) โดยใช้เวลาประมาณ 45 ถึง 60 นาทีต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้การทำความสะอาดใต้เหงือกเป็นไปอย่างละเอียดประณีตที่สุด และเพื่อไม่ให้คนไข้ต้องชาปากพร้อมกันทั้งสองข้าง


กระดูกเบ้าฟันที่ละลายไปจากหินปูนใต้เหงือก สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ไหม?

กระดูกเบ้าฟันที่สูญเสียไปจากโรคปริทันต์จะไม่สามารถงอกกลับคืนมาเองได้ตามธรรมชาติ การเกลารากฟันมีจุดประสงค์หลักเพื่อหยุดยั้งไม่ให้กระดูกละลายตัวเพิ่มเติมและรักษาฟันแท้ที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่มีลักษณะการละลายของกระดูกเป็นหลุมเฉพาะจุด ทันตแพทย์อาจสามารถใช้วิธีปลูกกระดูกเทียมเพื่อฟื้นฟูมวลกระดูกขึ้นมาใหม่ได้บางส่วน


หลังจากรักษาเสร็จแล้ว หินปูนใต้เหงือกมีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นอีกหรือไม่?

มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ได้เสมอ หากผู้ป่วยไม่ดูแลทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี หรือไม่มาพบทันตแพทย์ตามนัด ผู้ที่เคยเป็นโรคปริทันต์ควรเข้ารับการตรวจวัดร่องลึกปริทันต์และขูดหินปูนบำรุงรักษา (Periodontal Maintenance) ทุกๆ 3 ถึง 4 เดือนอย่างต่อเนื่อง

หินปูนใต้เหงือกคือภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะแปรงฟันสะอาดทุกวันแต่ก็ไม่อาจวางใจได้ หากท่านสังเกตพบว่ามีเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปากเรื้อรัง หรือต้องการตรวจเช็กสุขภาพร่องลึกปริทันต์


สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางได้ที่ เพ็ชราคลินิก


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 โทร. 094-741-9369


 เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: 
https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8

ปรึกษาทันตแพทย์

บทความอื่นๆ

ปลูกเหงือก
By Petcharadentalclinic • October 31, 2026
การผ่าตัดปลูกเหงือก (Gum Grafting) ทางออกแก้ไขเหงือกร่น คอฟันโผล่ ลดอาการเสียวฟันเรื้อรังอย่างตรงจุด รวมประเภทการปลูกเหงือก ขั้นตอน และวิธีดูแลหลังผ่าตัด
แปรงฟันแล้วเลือดออก
By Petcharadentalclinic • October 30, 2026
แปรงฟันแล้วเลือดออกทุกครั้ง เสี่ยงเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์? เช็กสาเหตุ สัญญาณเตือนอันตรายก่อนกระดูกละลายจนฟันโยก พร้อมวิธีรักษาและดูแลเหงือกให้แข็งแรง
รีเทนเนอร์ติดแน่น
By Petcharadentalclinic • October 30, 2026
รีเทนเนอร์ติดแน่น (Fixed Retainer) คืออะไร ดียังไง? เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ต่างจากแบบถอดได้ พร้อมเช็กลิสต์ใครบ้างที่เหมาะกับการติดรีเทนเนอร์ประเภทนี้