การดูแลตัวเองหลังรักษารากฟัน กินอะไรได้บ้าง และวิธีรักษาฟันให้อยู่ได้นานตลอดชีวิต
การดูแลตัวเองหลังรักษารากฟัน กินอะไรได้บ้าง และวิธีรักษาฟันให้อยู่ได้นานตลอดชีวิต

การรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) คือการรักษาเพื่อเก็บรักษาฟันแท้เอาไว้ แต่ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้จบลงที่เก้าอี้ทันตแพทย์เท่านั้น การดูแลตัวเองหลังรักษารากฟัน อย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงฟันแตก และทำให้ฟันซี่นั้นอยู่กับคุณไปได้นานเท่านาน
ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกทุกข้อควรปฏิบัติ อาหารที่ควรทาน และวิธีดูแลรักษาระยะยาวที่คุณไม่ควรพลาด
1. ข้อควรปฏิบัติทันทีหลังรักษารากฟัน
ในช่วง 2-3 วันแรกหลังการรักษา คุณอาจรู้สึกเสียวฟันหรือปวดตื้อๆ เล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยมีข้อควรระวังดังนี้:
- งดทานอาหารจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์: เพราะคุณอาจเผลอกัดกระพุ้งแก้มหรือลิ้นจนเป็นแผลรุนแรงได้โดยไม่รู้ตัว
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวข้างที่รักษารากฟัน: เนื่องจากฟันที่รักษารากในช่วงแรกจะเปราะบางกว่าปกติ และวัสดุอุดชั่วคราวยังเซ็ตตัวไม่เต็มที่
- ทานยาแก้ปวดตามอาการ: หากมีอาการปวด สามารถทานยาแก้ปวดกลุ่ม Paracetamol หรือ Ibuprofen ตามที่ทันตแพทย์แนะนำ
2. รักษารากฟันกินอะไรได้บ้าง? (Food Guide)
คำถามยอดฮิตคือ "รักษารากฟัน กินอะไรได้บ้าง?" เพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุอุดหลุดหรือฟันแตก ควรเลือกอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม ดังนี้:
✅ อาหารที่แนะนำ (Soft Diet)
- กลุ่มแป้ง: โจ๊ก, ข้าวต้ม, พาสต้าเส้นนุ่ม, ขนมปังเนื้อนุ่ม (ตัดขอบ)
- กลุ่มโปรตีน: ไข่ตุ๋น, ไข่เจียว, ปลาเนื้อขาวนึ่ง, เต้าหู้, ไก่สับละเอียด
- ผักและผลไม้: กล้วยหอม, มะละกอสุก, ผักนึ่งจนนิ่ม, สมูทตี้ผลไม้ (ไม่ใส่น้ำแข็งก้อนใหญ่)
- ผลิตภัณฑ์นม: โยเกิร์ต, คาสตาร์ด, พุดดิ้ง
❌ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง (Foods to Avoid)
- อาหารแข็ง: ถั่ว, น้ำแข็ง, แครอทดิบ, กากหมู
- อาหารเหนียว: หมากฝรั่ง, ตังเม, ขนมเหนียวเคี้ยวหนึบ (อาจดึงเอาวัสดุอุดหลุดออกมา)
- อาหารร้อนหรือเย็นจัด: หากยังมีอาการเสียวฟันในช่วงแรก
3. 3 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้ฟันที่รักษารากอยู่ได้นานตลอดชีวิต
การรักษารากฟันเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ฟันแท้อยู่กับเราต่อ การดูแลให้คุ้มค่าจึงต้องทำตามกฎ 3 ข้อนี้:
ขั้นตอนที่ 1: การทำครอบฟัน (Dental Crown)
หลังรักษารากฟันเสร็จสิ้น ฟันซี่นั้นจะไม่มีเลือดมาเลี้ยง ทำให้เนื้อฟัน "ตาย" และเปราะบางเหมือนกิ่งไม้แห้ง การทำครอบฟัน จึงเปรียบเสมือนการใส่หมวกกันน็อกเพื่อกระจายแรงบดเคี้ยว ป้องกันฟันแตกหักซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องถอนฟันในที่สุด
ขั้นตอนที่ 2: รักษาความสะอาดระดับสูงสุด
ฟันที่รักษารากแล้ว "ผุได้อีก" และถ้าผุซ้ำมักจะไม่รู้สึกปวดเพราะไม่มีประสาทฟันแล้ว คุณจึงต้อง:
- แปรงฟันด้วยสูตร 2-2-2 (วันละ 2 ครั้ง, นานครั้งละ 2 นาที, งดอาหารหลังแปรง 2 ชั่วโมง)
- ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะซอกฟันคือจุดที่เชื้อโรคสะสมมากที่สุด
ขั้นตอนที่ 3: ตรวจติดตามอาการ (Follow-up)
ควรกลับไปพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อเอกซเรย์ดูการหายของรอยโรคที่ปลายรากฟัน และตรวจเช็กสภาพครอบฟันทุกๆ 6 เดือน
4. สัญญาณอันตราย: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอ?
หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้หลังการรักษา ควรรีบติดต่อทันตแพทย์ทันที:
- มีอาการบวมอย่างเห็นได้ชัดบริเวณเหงือกหรือใบหน้า
- ปวดรุนแรงจนยาแก้ปวดเอาไม่อยู่
- วัสดุอุดชั่วคราวหลุดออกมาทั้งหมด
- รู้สึกว่าฟันซี่ที่รักษา "สูงเกินไป" จนกัดฟันไม่สนิท (อาจทำให้รากฟันอักเสบเพิ่มขึ้น)
การดูแลตัวเองหลังรักษารากฟันไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ "เลือกกินของนิ่ม - รีบทำครอบฟัน - หมั่นขัดฟันทุกวัน"
วิธีการดูแลให้ ฟันที่ได้รับการรักษารากฟันอยู่ได้นาน
เพื่อให้ฟันที่ผ่านการรักษารากฟัน (ซึ่งไม่มีเส้นประสาทและเลือดมาหล่อเลี้ยงแล้ว) มีความแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนานที่สุด เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การป้องกันไม่ให้ฟัน "แตก" และ "ผุซ้ำ" โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. การทำครอบฟัน (The Shield)
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ ฟันที่รักษารากแล้วจะมีความเปราะบางเหมือนกิ่งไม้แห้ง หากได้รับแรงบดเคี้ยวหนักๆ จะแตกหักได้ง่าย
- ครอบฟัน: ช่วยโอบอุ้มและกระจายแรงบดเคี้ยว ปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่ไม่ให้แยกออกจากกัน
- ถ้ายังไม่ทำครอบฟัน: ระหว่างที่อุดฟันชั่วคราวหรือรอทำครอบฟัน ห้าม ใช้ฟันซี่นั้นเคี้ยวของแข็งเด็ดขาด เพราะหากฟันแตกลึกถึงราก คุณอาจต้องถอนฟันซี่นั้นทิ้งทันที
2. รักษาความสะอาดระดับสูงสุด (Zero Decay)
ฟันที่รักษารากแล้ว "ยังผุได้" และที่น่ากลัวคือคุณจะ ไม่รู้สึกปวด เพราะไม่มีเส้นประสาทเตือนภัย กว่าจะรู้อีกทีฟันอาจจะผุจนเหลือแต่ตอ
- ไหมขัดฟันคือหัวใจ: ต้องใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) หรือแปรงซอกฟันทำความสะอาดบริเวณขอบครอบฟันและซอกฟันทุกวัน เพื่อป้องกันคราบพลัคสะสม
- ยาสีฟันฟลูออไรด์: ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ 1,500 ppm เพื่อเสริมสร้างแร่ธาตุให้เนื้อฟันที่ยังเหลืออยู่
3. ปรับพฤติกรรมการบดเคี้ยว (Chewing Habits)
ถึงแม้จะทำครอบฟันแล้ว แต่ฟันซี่นี้ก็ไม่ได้อมตะเหมือนฟันธรรมชาติ 100%
- เลี่ยงของแข็งจัด: เช่น การเคี้ยวน้ำแข็ง, เมล็ดผลไม้แข็งๆ, หรือกากหมู
- อย่าใช้ฟันผิดประเภท: งดใช้ฟันฉีกถุงขนม หรือกัดด้าย เพราะแรงกระแทกแนวดิ่งและแนวขวางที่รุนแรงอาจทำให้รากฟันร้าวได้
4. ตรวจเช็กสุขภาพฟันสม่ำเสมอ (Maintenance)
- เอกซเรย์ติดตามผล: ทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี ควรให้ทันตแพทย์เอกซเรย์ดูบริเวณปลายรากฟัน เพื่อเช็กว่าหนองหรือการอักเสบเดิมหายดีไหม และไม่มีรอยผุใหม่เกิดขึ้นใต้ครอบฟัน
- ขูดหินปูน: เพื่อรักษาเหงือกที่พยุงฟันซี่นั้นให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ทำไม ฟันที่รักษารากแล้ว "ยังผุได้"
เหตุผลที่ฟันที่รักษารากแล้วยังสามารถ "ผุได้" มีสาเหตุหลักๆ ดังนี้
1. ฟันยังมี "เนื้อฟัน" เหลืออยู่
การรักษารากฟันคือการนำเอาเส้นประสาทและเนื้อเยื่อที่อักเสบใน "โพรงกลางฟัน" ออกไปเท่านั้น แต่ "เนื้อฟันและเคลือบฟัน" ส่วนที่เหลืออยู่ภายนอกยังคงเป็นเนื้อเยื่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถถูกกรดจากแบคทีเรียกัดเซาะได้เหมือนฟันปกติทุกประการ
2. "เครื่องเตือนภัย" ถูกถอดออกไปแล้ว
- ฟันปกติ: เมื่อเริ่มผุจนใกล้ถึงชั้นประสาทฟัน คุณจะรู้สึก เสียวฟัน หรือ ปวดฟัน เพื่อเตือนให้คุณรีบไปหาหมอ
- ฟันที่รักษารากแล้ว: เนื่องจากไม่มีเส้นประสาทแล้ว แบคทีเรียจะกัดกินเนื้อฟันไปเรื่อยๆ โดยที่คุณ ไม่รู้สึกปวดเลย กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือฟันอาจจะผุจนแตกหัก หรือเห็นเป็นหลุมขนาดใหญ่ไปแล้ว
3. รอยต่อของ "วัสดุอุด" หรือ "ครอบฟัน"
ฟันที่รักษารากฟันเสร็จแล้วมักจะมีการอุดปิดหรือใส่ครอบฟันไว้ หากเราดูแลความสะอาดไม่ดีพอ
- แบคทีเรียจะเข้าไปสะสมบริเวณ รอยต่อ ระหว่างวัสดุอุดกับเนื้อฟันแท้
- เกิดการผุที่เรียกว่า "Recurrent Decay" หรือการผุซ้ำใต้ครอบฟัน ซึ่งมองเห็นได้ยากจากการตรวจตาเปล่า ต้องอาศัยการเอกซเรย์
4. สภาพแวดล้อมในช่องปากยังเหมือนเดิม
ถ้าพฤติกรรมการกินและการทำความสะอาดของคุณยังเหมือนเดิม (เช่น ชอบทานของหวาน, ไม่ใช้ไหมขัดฟัน) แบคทีเรียตัวเดิมที่เคยทำให้ฟันซี่นี้ผุจนต้องรักษาราก ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปกับเนื้อฟันที่เหลืออยู่
อาการที่สังเกตว่า ฟันที่เคยรักษารากหลับมาผุซ้ำ
เนื่องจากฟันที่รักษารากแล้วไม่มีเส้นประสาทคอยส่งสัญญาณความรู้สึก "ปวด" หรือ "เสียว" เมื่อเจอของร้อนหรือเย็น การสังเกตว่าฟันซี่นั้นกลับมาผุซ้ำจึงต้องอาศัยการ สังเกตด้วยตา และ การสัมผัส เป็นหลัก
นี่คืออาการสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต
1. สังเกตจากลักษณะภายนอก (Visual Signs)
- สีของฟันเปลี่ยนไป: หากเห็นเงาดำคล้ำใต้ครอบฟัน ใต้เนื้อฟัน หรือบริเวณรอยอุดฟันเดิม อาจเป็นสัญญาณว่ามีรอยผุอยู่ภายใน
- เห็นหลุมหรือรอยแตก: มีเศษอาหารเข้าไปติดในซอกฟันซี่เดิมบ่อยผิดปกติ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น
- วัสดุอุดฟันชำรุด: เห็นรอยกะเทาะ รอยร้าว หรือวัสดุอุดดูไม่แนบสนิทกับเนื้อฟันเหมือนเดิม
2. สังเกตจากกลิ่นและรสชาติ (Taste & Smell)
- มีกลิ่นปากเฉพาะจุด: แม้จะแปรงฟันสะอาดแล้ว แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นออกมาจากซอกฟันซี่นั้น หรือเวลาใช้ไหมขัดฟันแล้วมีกลิ่นรุนแรงติดออกมา อาจเกิดจากเศษอาหารเน่าเสียสะสมในโพรงที่ผุซ้ำ
- รับรสชาติผิดปกติ: บางครั้งอาจมีรสเปรี้ยวหรือขมออกมาจากบริเวณฟันซี่นั้น โดยเฉพาะเวลาเคี้ยวอาหาร
3. สังเกตจากเหงือกและเนื้อเยื่อรอบๆ (Gum Health)
- เหงือกบวมหรือมีตุ่มหนอง: หากการผุซ้ำลุกลามลงไปจนถึงรากฟันอีกครั้ง อาจเกิดการติดเชื้อใหม่ ทำให้มีตุ่มหนอง (Gum Boil) ขึ้นบริเวณเหงือกใกล้รากฟัน หรือเหงือกบวมแดง
- รู้สึกรำคาญหรือกดแล้วเจ็บ: แม้จะไม่ปวดจี๊ดแบบฟันผุทั่วไป แต่เวลาเคี้ยวหรือลองเอานิ้วกดที่เหงือกบริเวณนั้น อาจรู้สึก "ตื้อๆ" หรือรำคาญลึกๆ
4. สังเกตจากการบดเคี้ยว (Function)
- ครอบฟันหรือวัสดุอุดโยก: ความรู้สึกว่าครอบฟันเริ่ม "หลวม" หรือ "กระดก" เวลาเคี้ยว นั่นอาจหมายความว่าเนื้อฟันข้างใต้ที่ทำหน้าที่ยึดครอบฟันนั้นถูกแบคทีเรียกัดเซาะจนยุ่ยแล้ว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


