รักษารากฟันเจ็บไหม? เผยทุกขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียดที่คุณไม่ต้องกลัว
รักษารากฟันเจ็บไหม? เผยทุกขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียดที่คุณไม่ต้องกลัว

หนึ่งในคำถามที่สร้างความกังวลใจให้คนไข้มากที่สุดเมื่อทันตแพทย์แนะนำให้ “รักษารากฟัน” คือ “จะเจ็บไหม?” ซึ่งความกลัวนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนเลือกปล่อยอาการปวดทิ้งไว้จนลุกลามหนักขึ้น
Petcharadentalclinic ขอนำเสนอข้อมูลเพื่อคลายความกังวล พร้อมเผยขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการรักษารากฟันในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
รักษารากฟันเจ็บไหม? ความจริงที่คุณควรรู้
คำตอบคือ “ไม่เจ็บอย่างที่คิด” ด้วยเทคโนโลยีทางทันตกรรมในปัจจุบัน ร่วมกับการใช้ยาชาที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายตลอดการรักษา ความรู้สึกระหว่างทำจะคล้ายกับการอุดฟันทั่วไปที่มีความรู้สึกตึงหรือมีแรงกดบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่สำคัญ ความเจ็บปวดจากการติดเชื้อที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ รุนแรงกว่าขั้นตอนการรักษาหลายเท่าตัว การรักษารากฟันจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วย “หยุด” ต้นเหตุของความเจ็บปวดเหล่านั้นได้อย่างถาวร
เผย 5 ขั้นตอนการรักษารากฟันอย่างละเอียด
โดยทั่วไปการรักษารากฟันจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของรากฟันและปริมาณการติดเชื้อ โดยมีขั้นตอนมาตรฐานดังนี้:
1. การตรวจวินิจฉัยและเอกซเรย์ (Diagnosis & X-ray)
ทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปากและเอกซเรย์ฟัน เพื่อดูรูปร่างของรากฟันและขอบเขตของการติดเชื้อที่ปลายราก เพื่อวางแผนการรักษาให้แม่นยำ
การตรวจช่องปากทางคลินิก (Clinical Examination)
ทันตแพทย์จะทำการทดสอบฟันซี่ที่มีปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อประเมินระดับความเสียหายของเส้นประสาท:
- การเคาะและการกด (Percussion & Palpation): เพื่อเช็กว่ามีการอักเสบลามออกไปที่เนื้อเยื่อรอบรากฟันหรือกระดูกเบ้าฟันแล้วหรือยัง
- การทดสอบความเย็น (Cold Test): เพื่อประเมินว่า "เนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน" ยังมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้ว (Non-vital)
- การตรวจเนื้อเยื่อเหงือก: ดูการบวม สีของเหงือก หรือการมีตุ่มหนองไหลออกมา เพื่อระบุตำแหน่งของรอยโรค
การเอกซเรย์ฟัน (Radiographic Examination)
เนื่องจากรากฟันอยู่ใต้เหงือกและกระดูก การมองเห็นภาพจากฟิล์มเอกซเรย์จึงเป็นหัวใจสำคัญ:
- การดูรูปร่างรากฟัน: รากฟันของแต่ละคนมีความโค้งงอหรือจำนวนรากที่ไม่เท่ากัน การเอกซเรย์จะช่วยให้ทันตแพทย์เห็นโครงสร้างภายในก่อนเริ่มลงมือรักษา
- การประเมินรอยโรคที่ปลายราก: ภาพเอกซเรย์จะแสดงให้เห็นขอบเขตของกระดูกที่ถูกทำลายจากการติดเชื้อ (เห็นเป็นเงาดำที่ปลายราก) ซึ่งช่วยในการประเมินความยากง่ายของการรักษา
- เทคโนโลยีเอกซเรย์ดิจิทัล: ที่ Petcharadentalclinic ใช้ระบบดิจิทัลที่ให้ความละเอียดสูง ช่วยให้เห็นคลองรากฟันที่ตีบแคบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การวางแผนการรักษา (Treatment Planning)
เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน ทันตแพทย์จะทำการประเมินและแจ้งรายละเอียดดังนี้:
- ความเป็นไปได้ในการรักษา: หากเนื้อฟันเหลือน้อยเกินไปหรือรากฟันแตกหักในแนวดิ่ง อาจไม่สามารถรักษารากฟันได้และต้องพิจารณาการถอนฟันเพื่อใส่รากฟันเทียมแทน
- จำนวนครั้งในการนัดหมาย: ประเมินจากความรุนแรงของการติดเชื้อ หากมีหนองมากอาจต้องมีการใส่ยาฆ่าเชื้อหลายครั้ง
- การบูรณะหลังการรักษา: วางแผนร่วมกับการทำครอบฟันหรือเดือยฟัน เพื่อให้ฟันซี่นั้นกลับมาแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนานที่สุด
2. การระงับความรู้สึกและกั้นน้ำลาย (Anesthesia & Isolation)
การระงับความรู้สึกด้วยยาชา (Local Anesthesia)
เป้าหมายหลักคือการทำให้คนไข้ "ไม่รู้สึกเจ็บ" ตลอดระยะเวลาที่นอนบนเก้าอี้ทำฟัน
- การใช้ยาชาชนิดเจ็บน้อย: ก่อนการฉีดยาชา ทันตแพทย์มักจะทายาชาชนิดเจ็บ (Topical Anesthetic) บริเวณเหงือกเพื่อช่วยให้คนไข้ไม่รู้สึกถึงปลายเข็มขณะฉีด
- การระงับความรู้สึกเฉพาะจุด: ยาชาจะออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณฟันซี่ที่จะรักษาและเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้คนไข้รู้สึกเพียงแรงกดหรือความสั่นสะเทือนจากเครื่องมือ แต่จะไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ
- ช่วยให้คนไข้ผ่อนคลาย: เมื่อความเจ็บปวดถูกระงับ คนไข้จะลดความวิตกกังวล ช่วยให้ทันตแพทย์สามารถทำงานได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น
การใส่แผ่นยางกั้นน้ำลาย (Rubber Dam Isolation)
นี่คือมาตรฐานการรักษาในระดับสากล (Standard of Care) สำหรับการรักษารากฟัน โดยแผ่นยางนี้มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ:
- การควบคุมการติดเชื้อ (Infection Control): ในน้ำลายของมนุษย์มีเชื้อแบคทีเรียนับล้านตัว หากน้ำลายไหลเข้าไปปนเปื้อนในโพรงประสาทฟันขณะรักษา จะทำให้การฆ่าเชื้อไม่สมบูรณ์และอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำในอนาคต แผ่นยางกั้นน้ำลายจะช่วยแยกฟันซี่นั้นให้แห้งและสะอาดที่สุด (Dry Field)
- ความปลอดภัยของคนไข้ (Patient Safety): เครื่องมือที่ใช้ขยายคลองรากฟันมีขนาดเล็กและแหลมคม รวมถึงมีน้ำยาล้างฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์กัดกร่อน แผ่นยางกั้นน้ำลายจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เครื่องมือขนาดเล็กหล่นลงในคอ หรือน้ำยาล้างกระเด็นโดนเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากและลำคอ
- ทัศนวิสัยในการรักษา (Improved Visibility): แผ่นยางจะช่วยกันลิ้นและกระพุ้งแก้มไม่ให้มาบดบังบริเวณที่ทำฟัน ทำให้ทันตแพทย์มองเห็นคลองรากฟันที่ซับซ้อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่งผลให้การรักษาดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
3. การเปิดช่องเข้าสู่โพรงประสาทฟัน (Access Opening)
ทันตแพทย์จะกรอเปิดช่องบริเวณตัวฟันเพื่อเข้าไปยังโพรงประสาทฟัน จากนั้นจะใช้เครื่องมือขนาดเล็กนำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ เส้นประสาทที่ตายแล้ว และหนองออกจนหมด
4. การทำความสะอาดและขยายคลองรากฟัน (Cleaning & Shaping)
ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือขยายคลองรากฟันให้สะอาด พร้อมฉีดน้ำยาล้างฆ่าเชื้อเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีแบคทีเรียหลงเหลืออยู่
- ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง ทันตแพทย์จะใส่ยาฆ่าเชื้อไว้ในรากฟันและปิดด้วยวัสดุอุดชั่วคราวก่อน แล้วจึงนัดมาดูอาการอีกครั้ง
5. การอุดปิดคลองรากฟัน (Root Canal Filling)
เมื่อคลองรากฟันสะอาดและไม่มีอาการปวด ทันตแพทย์จะทำการอุดปิดคลองรากฟันด้วยวัสดุพิเศษ (Gutta-percha) เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกลับเข้าไปสะสมได้อีก
สิ่งที่ต้องทำหลังรักษารากฟันเสร็จสิ้น
เมื่อกระบวนการกำจัดเชื้อโรคและอุดปิดคลองรากฟันเสร็จสมบูรณ์ ทันตแพทย์จะแนะนำขั้นตอนการบูรณะฟันเพื่อให้ฟันซี่นั้นกลับมาใช้งานได้ดังเดิม:
- การสังเกตอาการ: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังอุดรากฟัน อาจมีความรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยเมื่อกัดโดน ซึ่งเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้จากการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบปลายรากฟัน
- การใส่เดือยฟัน (Dental Post): ในกรณีที่เนื้อฟันเดิมเหลือน้อย ทันตแพทย์จะใส่เดือยฟันลงไปในคลองรากฟันเพื่อเป็นแกนกลางในการยึดต่อกับวัสดุบูรณะหรือครอบฟัน
- การทำครอบฟัน (Dental Crown): เป็นการสร้างวัสดุคลุมตัวฟันทั้งหมดเพื่อกระจายแรงบดเคี้ยว และป้องกันไม่ให้ตัวฟันที่เปราะบางแตกออกจากกัน
การไม่ทำครอบฟันหลังรักษารากฟัน: ข้อดีและข้อเสีย
ในคนไข้บางรายอาจพิจารณาไม่ทำครอบฟันด้วยเหตุผลด้านงบประมาณหรือเวลา ซึ่งมีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังนี้:
ข้อดีของการไม่ทำครอบฟัน
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะสั้น: ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของวัสดุครอบฟันและค่าแล็บ
- ประหยัดเวลา: ไม่ต้องนัดหมายหลายครั้งเพื่อกรอฟัน พิมพ์ปาก และใส่ครอบฟัน
- รักษาเนื้อฟันที่เหลืออยู่: ไม่ต้องกรอแต่งเนื้อฟันเพิ่มเพื่อรองรับตัวครอบ (ในกรณีที่ฟันยังมีเนื้อฟันเหลืออยู่มากพอสมควร)
ข้อเสียและอันตรายของการไม่ทำครอบฟัน
- ความเสี่ยงต่อฟันแตกสูงมาก (High Risk of Fracture): แรงบดเคี้ยวจากการทานอาหารปกติอาจทำให้ฟันที่เปราะบางแตกหักได้ง่าย หากแตกยาวลงไปถึงรากฟันจะทำให้ไม่สามารถรักษาได้และต้อง ถอนฟัน ทิ้งในที่สุด
- การรั่วซึมของเชื้อโรค: วัสดุอุดฟันธรรมดามีโอกาสสึกหรอหรือเกิดช่องว่างตามขอบได้ง่ายกว่าครอบฟัน หากมีเชื้อโรคเล็ดลอดเข้าไปจะเกิดการติดเชื้อซ้ำที่ปลายรากฟัน
- การสูญเสียฟันในระยะยาว: สถิติระบุว่าฟันที่รักษารากแต่ไม่ทำครอบฟัน มีโอกาสสูญเสียฟันสูงกว่าฟันที่ทำครอบฟันอย่างมาก
- ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวลดลง: คนไข้มักจะไม่กล้าเคี้ยวอาหารด้วยฟันซี่นั้น ทำให้การบดเคี้ยวไม่สมดุล
การดูแลตัวเองหลังการรักษา
- งดเคี้ยวอาหาร: ในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกหลังทำจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการเผลอกัดริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้ม
- อาการปวดหลังทำ: อาจมีอาการตึงหรือเจ็บเล็กน้อยใน 2-3 วันแรก สามารถทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของทันตแพทย์
- รักษาความสะอาด: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งบริเวณฟันที่ยังรักษาไม่เสร็จสมบูรณ์
การรักษารากฟันคือการรักษาเพื่อ “เก็บฟันแท้ไว้” หากเริ่มมีสัญญาณเตือน ไม่ควรปล่อยให้ความกลัวมาเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพช่องปากที่ดี
มั่นใจทุกขั้นตอนที่ Petcharadentalclinic
ดูแลโดยทีมทันตแพทย์เฉพาะทางและเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อให้ประสบการณ์การรักษารากฟันเป็นเรื่องง่ายและไร้ความกังวล ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาได้ทันที
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


