เช็กลิสต์อาการเตือนฟันคุด ขั้นตอนผ่าตัดแบบไม่เจ็บ และวิธีดูแลแผลให้หายไว
เช็กลิสต์อาการเตือนฟันคุด ขั้นตอนผ่าตัดแบบไม่เจ็บ และวิธีดูแลแผลให้หายไว

เคยรู้สึกปวดหนึบๆ บริเวณกรามด้านในสุด หรือมีอาการเหงือกบวมแดงจนอ้าปากลำบากบ้างหรือไม่ อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนว่า "ฟันคุด" กำลังแผลงฤทธิ์ แต่เมื่อนึกถึงคำว่า "ผ่าฟันคุด" หลายคนกลับเลือกที่จะทนปวดและผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เพราะภาพจำที่คิดว่าต้องเป็นการผ่าตัดที่น่ากลัว เจ็บปวด และทรมาน
ความจริงแล้ว การปล่อยฟันคุดทิ้งไว้ต่างหากที่นำมาซึ่งความเจ็บปวดและปัญหาบานปลาย บทความนี้จะพาไปเช็กอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง พร้อมตีแผ่ขั้นตอนการผ่าตัดที่ปัจจุบันพัฒนาไปไกลจนแทบไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่คิด เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวและรับมือได้อย่างสบายใจที่สุด
ฟันคุด (Wisdom Teeth) คืออะไร? ทำไมถึงกลายเป็นระเบิดเวลาในช่องปาก
ฟันคุด (Wisdom Teeth) คือฟันกรามแท้ซี่ในสุด (ซี่ที่ 8 ทั้งซ้ายและขวา บนและล่าง) ซึ่งโดยปกติจะเป็นฟันชุดสุดท้ายที่พยายามจะงอกขึ้นมาในช่วงอายุประมาณ 17-25 ปี แต่ด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ทานอาหารอ่อนนุ่มลง ทำให้โครงสร้างพื้นที่กระดูกขากรรไกรมีขนาดเล็กลงตามไปด้วย
เมื่อพื้นที่บนขากรรไกรไม่เพียงพอ ฟันซี่สุดท้ายนี้จึงไม่สามารถโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาเรียงตัวในแนวตั้งตรงได้ตามปกติ ทำให้เกิดสภาวะ "คุด" โดยอาจฝังตัวจมอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งซี่ หรือโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาได้เพียงบางส่วนในลักษณะเอียง นอนขวาง หรือคว่ำหน้าลง
หลายคนมักชะล่าใจและคิดว่า "ถ้ายังไม่ปวด ก็ไม่ต้องทำอะไร" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายมาก เพราะการปล่อยฟันคุดทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษา เปรียบเสมือนการซุกซ่อนระเบิดเวลาไว้ในช่องปาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงและบานปลายจนคาดไม่ถึง ดังนี้
1. เหงือกอักเสบรุนแรง (Pericoronitis): แหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นดี
ฟันคุดที่โผล่พ้นเหงือกขึ้นมาได้เพียงครึ่งเดียว มักจะมีเนื้อเยื่อเหงือกบางๆ (Operculum) ปรกคลุมอยู่ด้านบน ทำให้เกิดช่องว่างคล้ายกระเป๋าหน้าท้อง เมื่อรับประทานอาหาร เศษอาหารและคราบพลัคจะตกลงไปหมักหมมในซอกหลืบนี้ ซึ่งเป็นจุดที่ขนแปรงสีฟันไม่สามารถซอกซอนเข้าไปทำความสะอาดได้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ส่งผลให้เหงือกบริเวณนั้นบวมแดงอักเสบ มีหนองไหล มีกลิ่นปากเรื้อรัง และหากร่างกายอ่อนแอ การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังช่องคอและใบหน้าได้
2. ฟันซี่ข้างเคียงผุ (Domino Effect): เสียฟันดีเพราะฟันคุด
นี่คือความน่าเสียดายที่สุดของการปล่อยฟันคุดทิ้งไว้ ฟันคุดที่ขึ้นเอียงมักจะไปชนและพิงอยู่กับฟันกรามซี่ข้างเคียง (ซี่ที่ 7 ซึ่งเป็นซี่สำคัญในการบดเคี้ยว) ทำให้เกิดซอกหลืบรูปสามเหลี่ยมที่ทำความสะอาดได้ยากมาก เมื่อแบคทีเรียสะสม บริเวณนี้จะเกิดฟันผุอย่างรวดเร็วและลุกลามลึก โดยมักจะผุทะลุโพรงประสาทฟันทั้งสองซี่พร้อมกัน ทำให้จากที่ต้องผ่าฟันคุดซี่เดียว อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายบานปลายในการรักษารากฟัน หรือร้ายแรงถึงขั้นต้อง "ถอนทิ้ง" ทั้งฟันคุดและฟันกรามซี่สำคัญไปพร้อมๆ กัน
3. ดันฟันเก (Crowding): ทำลายรอยยิ้มและการจัดฟัน
รากของฟันคุดที่กำลังพยายามงอกขึ้นมานั้น มีแรงดันมหาศาลมหาศาลมากพอที่จะดันฟันกรามซี่อื่นๆ ให้เคลื่อนที่ เมื่อฟันซี่หลังถูกดัน ฟันซี่หน้าก็จะถูกบีบให้เบียดกันจนล้มเอียง บิดเบี้ยว หรือซ้อนเก ปัญหานี้สร้างความน่าปวดหัวอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยสูญเสียเงินและเวลาไปกับการจัดฟันมาแล้ว หากไม่ยอมผ่าฟันคุดออก ฟันที่เคยเรียงสวยก็มีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนกลับไปซ้อนเกเหมือนเดิม
4. เกิดถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอก: ภัยเงียบทำลายกระดูกขากรรไกร
สำหรับฟันคุดที่ฝังจมอยู่ใต้กระดูกขากรรไกรทั้งซี่แบบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มักเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุด เนื้อเยื่อที่หุ้มรอบๆ ฟันคุดที่ฝังตัวอยู่นานๆ สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นถุงน้ำ (Dentigerous Cyst) หรือเนื้องอกได้ ถุงน้ำเหล่านี้จะค่อยๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการปวดเตือนล่วงหน้า และจะค่อยๆ กัดกินละลายกระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นให้บางลงเรื่อยๆ จนขากรรไกรเปราะหักง่าย หรืออาจลุกลามไปกดทับเส้นประสาทสำคัญ ทำให้เกิดอาการริมฝีปากและคางชาแบบถาวรได้
การตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการเอกซเรย์ จึงเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างขากรรไกรได้
5 เช็กลิสต์อาการเตือนฟันคุด (เช็กด่วนก่อนปวดจนทนไม่ไหว!)
ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนเสมอเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายใน การรอให้ "ปวดจนทนไม่ไหว" อาจหมายถึงการติดเชื้อได้ลุกลามไปสร้างความเสียหายให้บริเวณโดยรอบแล้ว ลองหยิบกระจกขึ้นมาสำรวจช่องปาก หรือสังเกตความรู้สึกของตัวเองดู หากมีอาการเหล่านี้เพียง 1 ข้อ ก็ถึงเวลาที่ต้องรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อเอกซเรย์ประเมินความเสี่ยงทันที
1. ปวดหนึบๆ หรือปวดจี๊ด (สัญญาณแรกเริ่มของการดันตัว)
อาการนี้มักเป็นสัญญาณแรกสุดที่ร่างกายส่งเสียงเตือน จะรู้สึกปวดตื้อๆ หน่วงๆ หรือบางครั้งปวดจี๊ดๆ บริเวณหลังฟันกรามซี่สุดท้าย อาการปวดนี้เกิดจากแรงดันของฟันคุดที่กำลังพยายามแทรกตัวผ่านกระดูกขากรรไกรและเหงือกขึ้นมา
บางคนอาจรู้สึกปวดเป็นพักๆ หายไปสักระยะแล้วก็กลับมาปวดใหม่ตามจังหวะการงอกของฟัน หากปล่อยไว้อาการปวดจะมีความถี่และระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
2. เหงือกบวมแดง หรือมีหนอง (สภาวะติดเชื้อที่ต้องระวัง)
เมื่อฟันคุดโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาได้เพียงบางส่วน เหงือกบริเวณนั้นจะเปิดเป็นช่องว่าง ทำให้เศษอาหารและแบคทีเรียตกลงไปสะสมได้ง่ายจนเกิดการอักเสบ (Pericoronitis) ลองใช้นิ้วหรือลิ้นสัมผัสเหงือกด้านในสุด หากรู้สึกว่าเหงือกบวมตุ่ย แดงจัด แตะแล้วเจ็บจี๊ด
หรือในรายที่อักเสบหนัก อาจรู้สึกถึงรสชาติเฝื่อนๆ และมีหนองสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองซึมออกมา นี่คือสัญญาณอันตรายว่าแบคทีเรียได้สร้างการติดเชื้อในเนื้อเยื่อแล้ว
3. อ้าปากได้น้อยลง (กล้ามเนื้อขากรรไกรอักเสบ)
หากเริ่มรู้สึกว่าอ้าปากกว้างๆ ไม่ได้เหมือนปกติ รู้สึกตึงขากรรไกร เจ็บเวลาอ้าปากเคี้ยวอาหาร หรือแม้กระทั่งเจ็บเวลากลืนน้ำลาย อาการนี้เกิดจากการที่เหงือกบริเวณฟันคุดอักเสบและบวมเป่งจนลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวและข้อต่อขากรรไกรบริเวณใกล้เคียง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็ง (Trismus)
หากปล่อยไว้อาจถึงขั้นอ้าปากเพื่อทานอาหารหรือสอดแปรงสีฟันเข้าไปทำความสะอาดไม่ได้เลย
4. มีกลิ่นปากเรื้อรัง (สัญญาณเตือนจากแบคทีเรียหมักหมม)
หลายคนสูญเสียความมั่นใจเพราะมีกลิ่นปาก ทั้งที่แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และบ้วนปากอย่างดีแล้ว ต้นเหตุอาจมาจากซอกหลืบของฟันคุดที่ซ่อนอยู่ เศษอาหารที่หลุดเข้าไปติดอยู่ใต้แผ่นเหงือกที่คลุมฟันคุด
เมื่อขนแปรงสีฟันเข้าไปทำความสะอาดไม่ถึง จะเกิดการบูดเน่าและหมักหมมของแบคทีเรีย ทำให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นเหม็นเรื้อรัง และที่แย่ไปกว่านั้นคือกรดจากแบคทีเรียเหล่านี้จะกัดกร่อนให้ฟันกรามซี่ข้างเคียงผุตามมาด้วย
5. ปวดร้าวลามไปจุดอื่น (การกดทับเส้นประสาท)
นี่คือขั้นกว่าของอาการปวดฟันคุด เมื่อฟันคุดเกิดการอักเสบอย่างหนัก หรือรากฟันคุดที่จมอยู่ลึกดันไปกดทับเส้นประสาทบริเวณขากรรไกรล่าง อาการปวดจะไม่กระจุกตัวอยู่แค่ที่เหงือกในช่องปากอีกต่อไป แต่จะแผ่รังสีความเจ็บปวดร้าวลามไปตามเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดตึงไปถึงบริเวณกราม ใบหู ปวดร้าวขึ้นขมับ หรือทำให้เกิดอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรนร่วมด้วย
บางรายอาจมีอาการชาที่ริมฝีปากล่างและคาง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตว่าโครงสร้างประสาทกำลังถูกรบกวน ต้องได้รับการผ่าตัดออกโดยด่วน
ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุดแบบ "ไม่เจ็บ" (เตรียมความพร้อมก่อนเจอหมอ)
ลบภาพจำความน่ากลัวทิ้งไปได้เลย ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และเทคนิคของทันตแพทย์ยุคใหม่ ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุด ถูกออกแบบมาให้คนไข้เจ็บปวดน้อยที่สุดและปลอดภัยสูงสุด โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
1. การตรวจประเมินและเอกซเรย์ 3 มิติ
ทันตแพทย์จะทำการเอกซเรย์เพื่อดูตำแหน่ง รากฟัน และทิศทางการเอียงของฟันคุดอย่างละเอียด (บางคลินิกใช้เอกซเรย์ 3 มิติ เพื่อดูความใกล้ชิดกับเส้นประสาทขากรรไกร) ข้อมูลนี้ช่วยให้ทันตแพทย์วางแผนการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำและใช้เวลาน้อยลง
2. การจัดการความเจ็บปวดด้วยยาชา
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ทันตแพทย์จะทายาชาชนิดเจลบริเวณเหงือกก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ฉีดยาชาอย่างนุ่มนวล ทันตแพทย์จะรอจนกว่ายาชาจะออกฤทธิ์และคนไข้รู้สึกชาสนิท 100% จึงจะเริ่มลงมือทำหัตถการ มั่นใจได้เลยว่าระหว่างทำจะ ไม่รู้สึกเจ็บ อย่างแน่นอน
3. กระบวนการนำฟันคุดออก
ทันตแพทย์จะทำการเปิดเหงือกเล็กน้อย (หากฟันคุดจมอยู่ในกระดูก อาจต้องมีการกรอกระดูกรอบๆ หรือแบ่งฟันออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เอาออกได้ง่าย) ในขั้นตอนนี้ คนไข้จะรู้สึกแค่ถึง แรงกด แรงสั่นสะเทือน หรือความตึงๆ หน่วงๆ เท่านั้น แต่จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ทะลุยาชาเข้ามาได้
4. การทำความสะอาดและเย็บปิดปากแผล
เมื่อนำฟันคุดออกหมดแล้ว ทันตแพทย์จะทำความสะอาดแผลอย่างหมดจด และเย็บปิดปากแผลด้วยไหมเย็บฟัน เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลและแผลสมานตัวได้เร็วขึ้น (มักจะนัดตัดไหมในอีก 7 วันถัดไป)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องการผ่าฟันคุด
Q: ผ่าฟันคุด ใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน อาการบวมจะหายเมื่อไหร่?
A: ระยะเวลาการฟื้นตัวของร่างกายจะแบ่งเป็นระยะ ดังนี้
- ช่วง 2-3 วันแรก: จะเป็นช่วงที่อาการปวดและบวมเห็นได้ชัดเจนที่สุด บางคนอาจมีรอยช้ำจางๆ บริเวณแก้มหรือมุมปาก ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย
- ช่วง 3-5 วัน: อาการบวมจะค่อยๆ ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด อาการตึงจะลดลง สามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำงาน หรือเรียนได้ตามปกติ
- ช่วง 1-2 สัปดาห์: แผลสดบริเวณเหงือกจะเริ่มสมานตัวและปิดสนิท (ถึงกำหนดตัดไหม)
- ช่วง 1-2 เดือน: เป็นระยะที่โครงสร้างภายในฟื้นฟูเต็มที่ เหงือกและกระดูกจะร่นขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างที่เคยเป็นหลุมฟันคุดจนสมบูรณ์ เคล็ดลับ: การหมั่นประคบเย็นอย่างสม่ำเสมอในช่วง 48 ชั่วโมงแรก จะช่วยร่นระยะเวลาบวมช้ำและทำให้ฟื้นตัวได้ไวขึ้นมาก
Q: ฟันคุดไม่ปวด จำเป็นต้องผ่าไหม ปล่อยไว้ก่อนได้หรือเปล่า?
A: แนะนำอย่างยิ่งว่า "ควรเอาออกตั้งแต่ยังไม่ปวด" การรอให้เกิดอาการปวดแปลว่าเหงือกบริเวณนั้นได้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อไปแล้ว ซึ่งการผ่าตัดในขณะที่เนื้อเยื่ออักเสบ จะทำให้ประสิทธิภาพของยาชาลดลง (อาจรู้สึกเจ็บมากกว่าปกติ) เลือดออกเยอะกว่า และแผลจะหายช้ากว่า
ดังนั้น หากเอกซเรย์พบว่าฟันขึ้นในลักษณะเอียง ซ้อนทับ หรืออยู่ในมุมที่ทำความสะอาดไม่ถึง อนาคตจะเกิดฟันผุหรือเป็นถุงน้ำอย่างแน่นอน การชิงตัดไฟแต่ต้นลม ผ่าออกในขณะที่ร่างกายปกติและไม่มีอาการอักเสบ จะทำให้เจ็บน้อยที่สุดและแผลสมานตัวได้เร็วที่สุด
Q: ถอนฟันคุด กับ ผ่าฟันคุด ต่างกันอย่างไร?
A: ความแตกต่างอยู่ที่ "ลักษณะการขึ้นของฟันซี่นั้น"
- การถอนฟันคุด: ใช้ในกรณีที่ฟันคุดซี่นั้นใจดี โผล่พ้นเหงือกขึ้นมาเต็มซี่และมีรากฟันตรง ทันตแพทย์สามารถฉีดยาชา ใช้เครื่องมือสะกิด และใช้คีมจับถอนออกมาได้เลยเหมือนการถอนฟันปกติ แผลจะเล็กและแทบไม่ต้องเย็บ
- การผ่าฟันคุด: ใช้ในกรณีที่ฟันคุดมีความดื้อรั้น ยังจมอยู่ใต้เหงือก ขึ้นเอียง นอนขวาง หรือรากฟันงอไปเกี่ยวกับกระดูกขากรรไกร ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดเปิดเหงือกเล็กน้อย อาจต้องมีการกรอกระดูกที่ขวางอยู่ออก และต้องแบ่งฟันคุดออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้สามารถคีบออกมาได้โดยไม่กระทบกระเทือนกระดูกและเส้นประสาทโดยรอบ จากนั้นจึงเย็บปิดปากแผล
Q: จัดฟันอยู่ ผ่าฟันคุดได้ไหม หรือต้องผ่าให้หมดก่อนติดเครื่องมือ?
A: โดยส่วนใหญ่ ทันตแพทย์จัดฟันจะประเมินและวางแผนให้เคลียร์ช่องปาก (รวมถึงการผ่าฟันคุด) ให้เรียบร้อยก่อนติดเครื่องมือ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างในการดึงฟัน และป้องกันไม่ให้ฟันคุดดันต้านทิศทางการเคลื่อนตัวของฟันซี่อื่น
แต่หากติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้วและเพิ่งพบว่ามีฟันคุดงอกขึ้นมาแทรกในภายหลัง ก็สามารถทำการผ่าตัดร่วมระหว่างการจัดฟันได้ โดยทันตแพทย์เฉพาะทางจะประเมินเครื่องมือและทิศทางอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดฟันเดิม
Q: หลังผ่าฟันคุด แปรงฟันได้ตามปกติไหม?
A: สามารถแปรงฟันได้ตั้งแต่วันแรกที่ผ่าตัด แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในช่วง 2-3 วันแรก ให้แปรงฟันซี่อื่นๆ ตามปกติเพื่อรักษาความสะอาดในช่องปาก แต่ให้ "เว้นหรือหลีกเลี่ยง" การแปรงกระแทกบริเวณแผลผ่าตัดเด็ดขาด และเวลาบ้วนฟองยาสีฟัน ห้ามบ้วนน้ำแรงๆ ให้ใช้วิธีอมน้ำเปล่าแล้วปล่อยให้ฟองไหลออกจากปากช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดที่เกาะแผลอยู่หลุดออก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบ (Dry Socket)
Q: สัญญาณอันตรายแบบไหน หลังผ่าฟันคุดที่ควรรีบกลับไปพบแพทย์ทันที?
A: หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดตัดไหม ควรรีบกลับไปคลินิกทันที:
- กัดผ้าก๊อซแน่นๆ ผ่านไปแล้วเกิน 4-6 ชั่วโมง แต่เลือดยังคงไหลซึมออกมาในปริมาณมากจนเต็มปาก
- อาการบวมไม่ยุบลงหลังจากผ่านไป 3 วัน แต่กลับบวมเป่งมากขึ้น ลามไปถึงใต้คางหรือลำคอ
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- มีหนองรสชาติขมหรือกลิ่นเหม็นรุนแรงไหลออกมาจากรอยเย็บแผล
- มีอาการปวดรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดร้าวขึ้นสมอง ยาแก้ปวดก็เอาไม่อยู่
สรุป
ฟันคุดไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยปละละเลย ยิ่งรู้ตัวเร็วและจัดการเอาออกได้ไวเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดความเสี่ยงจากอาการปวดทรมานและโรคแทรกซ้อนในช่องปากได้มากเท่านั้น ด้วยขั้นตอนการผ่าตัดในปัจจุบันที่เน้นความนุ่มนวลและการจัดการความเจ็บปวดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การเคลียร์ช่องปากไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
หากเริ่มมีอาการปวดตึง หรือสงสัยว่าตัวเองมีฟันคุด สามารถเข้ามาปรึกษาและเอกซเรย์ประเมินอาการได้ที่ Petchara Clinic ทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลและวางแผนการรักษาด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อให้ประสบการณ์ผ่าฟันคุดผ่านไปอย่างราบรื่นและเจ็บน้อยที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094-741-9369
เวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-19.00 น.
พิกัด: https://goo.gl/maps/qUCfWj9PNAhcPuyr8


